Make your own free website on Tripod.com
One day when I was young
Home
This is my stories
My early years
At teens
Undergrad at Kaset
Life in grad school
My career
My tips, your tips
The earth I
The earth II
Challen world
Show & shows
Beneath my wings
Hall of Frames

My tips, your tips

In depth...

ผมเขียนอะไรบางอย่างไว้เพื่อเป็นคติ หรือข้อคิด  อาจมีบางเวลาที่เราหมดแรง ท้อใจ  ขอให้หน้านี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนแม้กระทั่งตัวผมเอง

poomin1.jpg

วางให้ถูกทิศ ถูกทาง

ผมจะเขียนประสพการณ์ กับมุมมองอะไรบางอย่างมาลงในบอร์ดของลุงน้ำชา อ้อ ลืมไป มาบ้านนี้ต้องเรียกลุงวิชัย เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องที่กำลังเรียนอยู่, ที่กำลังหางาน หรือ คนที่มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะขาดฮอร์โมน อิอิ มุมมองผมอาจจะเหมือน อาจจะแตกต่าง แต่มันมาจากประสพการณ์ของผมเอง อาจจะใช้ไม่ได้กับบางคน แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนอ่านได้รู้ว่า คนอื่นเขาเห็น เขาคิดอะไรกันบ้าง ผมจะขอแบ่งเป็นตอนๆ ถ้าลุงยังให้ใช้เนื้อที่บอร์ดอยู่ก็เป็น 5-6 ตอน

เพื่อประกอบความน่าเชื่อถือ ก็ต้องบอกที่มาที่ไปของคนเขียนโดยย่อก่อน คนเขียนมีดีกรี และเทรนมาเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วตอนเอนทรานซ์ ผมยังไม่รู้เลยว่าเป้าหมาย หรืออนาคตผมจะเป็นอะไร เมื่อต้องตกอยู่ในค่านิยมทางสังคมว่าคนเรียนเก่ง ต้องเรียนวิทย์ ผมก็ต้องเดินตามเส้นทางที่ใครก็ไม่รู้บอกให้เดิน สมัยยังอยู่มัธยมผมเป็นนักเรียนเกรดสี่ ถ้านับคะแนนเป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยก็แตะเก้าสิบ พอมาดูคะแนนรายวิชา วิชาทางสังคม ภาษาไทย อังกฤษ 95-100, วิทยาศาสตร์ทั่วไป 90-95, วิชาคำนวณ 80-85 ความถนัดของผมเป็นวิชาทางสังคม วิชาที่ใช้เหตุผลมากกว่าการคำนวณ ถ้าวันนี้ผมย้อนกลับไปในอดีต ผมคงเลือกเรียนโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ ไม่ก็จิตวิทยาเป็นวิชาเอก และเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาโท เพราะผมคงได้เรียนอย่างที่ตัวเองชอบ และรู้ว่าสิ่งที่เรียนไปจะหาเลี้ยงตัวเองได้

ผมเคยรู้สึกตลอดเวลาในช่วงสิบสี่ปีว่าโดนจับวางผิดที่ผิดทาง เพียงแต่วันนี้ความคิดอย่างนั้นไม่มีแล้ว สิบสี่ปีที่เคี่ยวกรำอยู่ในห้องแล็บสร้างบุคลิกหนึ่งขึ้นมา ทุกอย่างต้องเป๊ะ และเปอร์เฟค ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ในทุกแง่มุม มีคำตอบและมีข้อมูลสนับสนุนทุกเรื่อง เมื่อเรียนจบคิดว่าตัวเองควรจะรับราชการ เป็นคนสอนคน แต่ไม่มีตำแหน่งงาน ต้องยอมเป็นลูกจ้างชั่วคราวทำวิจัยให้มหาลัย ต้องรอตำแหน่งเกือบ 2 ปี กินเงินเดือน 3,750 บาทด้วยวุฒิปริญญาโท ต่อมาก็รู้ว่าเราจะนั่งรอให้ได้งานมั่นคงตรงกับที่จบมาไม่ได้แล้ว ผมเลยไปสมัครเป็นนักวิเคราะห์โครงการวิจัย มันก็ยังได้ใช้สิ่งที่เราฝังหัวไว้ แต่ตอนนี้ได้สตางค์ 2 เท่าของที่เคยได้ และแน่นอนได้มากกว่าเพื่อนที่บรรจุเป็นอาจารย์ เนื่องจากงานที่ทำมันคาบลูกคาบดอกคาบดอก ทำให้เรามีโอกาสไปคลุกคลีกับคนทำวิจัยเพื่อหาความเป็นไปได้ของงานวิจัย เลยได้ไปเรียนรู้วิธีเพาะเลี้ยงเซลในหลอดทดลอง พอทำจนปิดโครงการเลยย้ายกลับเข้าห้องแล็บใหม่ไปทำผสมเทียมเด็กหลอดแก้ว ก็ได้ความรู้จากการเพาะเลี้ยงเซลนี่เองที่ต่อยอดออกไป เงินเดือนก็เปลี่ยนไปอีก ผมทำผสมเทียมอยู่ 3 ปี ทนไม่ไหว ก็คนจะไข่ตกพร้อมผสมเทียมตอนกี่โมงมันอั้นกันไม่ได้ เท่ากับว่าผมต้อง standby รอคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง รายได้ดียังไงก็ไม่ไหวละครับ ผมโบกมืออำลา หิ้วกระเป๋ามาอยู่ที่ทำงานปัจจุบัน

นี่ก็อยู่มาครบ 10 ปีแล้ว ทำงานมาครบทุกชั้นทุกแผนก ยกเว้นแผนกขาย เราจบมาทางด้านวิชาการ เข้ามาก็สายวิชาการแผนกวิจัยและพัฒนา ที่นี่ก็ดีใจหาย ส่งผมไปทั้งอบทั้งรม ผมโดนย้ายงานทุก 1-2 ปี ไปอยู่แผนกห้องปฏิบัติการ ย้ายไปอยู่แผนกโรงงาน ให้ไปตั้งระบบของโรงงานที่เปิดใหม่ ให้ไปทำการตลาดและส่งเสริมการขาย ปรัชญาชีวิตผมกำลังถอยห่างออกจากคำว่าเป๊ะ แอนด์เปอร์เฟคออกมาทุกที ชีวิตก็ไต่เต้าจากผู้จัดการเล็กๆเป็นตำแหน่งบริหารที่ใหญ่ขึ้น วันนี้ผมขอจบลงตรงนี้ก่อน บทเรียนแรกของชีวิตการทำงานผมคือ ผมเลือกงานที่ผมคิดว่าผมอยากทำไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีผู้ใหญ่ดัน เพราะฉะนั้น ทำอะไรก็ได้ที่เราพอจะรู้ว่าต้องทำยังไง เงินเดือนน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร ที่บริษัทผมมีพนักงานรับส่งเอกสาร 14 คน มี 3 คน จบปริญญาตรี วันนี้เขาเป็นพนักงานผู้น้อย แต่วันหน้าเขาจะเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าเขาพบเคล็ดลับของการเอาชนะใจคนด้วยบริการ ธุรกิจนับจากวันนี้ บริการมาที่หนึ่ง คุณภาพสินค้าตกลงเป็นลำดับรอง ไม่ว่าจะทำงานอะไร จะใหญ่ จะเล็ก ต้องตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้เคล็ดลับของงานนั้นให้ได้ ถึงจะประสพความสำเร็จ คนเรียนหนังสือเก่ง ไม่ใช่คนประสพความสำเร็จในการทำงาน ถ้าคนนั้นค้นไม่พบเคล็ดลับของงานที่ทำ มหาลัยสอนให้เราสังเกต คิดใคร่ครวญ และหาเหตุผล โดยเอาวิชาสาขาที่เราถนัดมาให้เราฝึกคิด ฝึกหาเหตุผล ความชำนาญและประสพการณ์ของงานที่หนึ่งจะนำเราไปสู่งานที่สองและต่อๆไปเอง ถ้าไม่ยอมก้าวขึ้นกระไดขั้นแรกแล้วเราจะไปถึงยอดได้อย่างไร

จุดเปลี่ยนของชีวิต

   หายไปนาน ไม่ได้มาเขียนต่อ วันนี้มาต่อกันดีกว่า ถ้าคนเราต้องฝืนทำสิ่งที่ไม่ชอบ จะทำไงดี ผมมีตัวอย่างคนหลายๆคนมาเปิดมุมมองกัน การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่สำหรับบางคนแล้ว มันเป็นไปไม่ได้

ผมรู้จักกับสิทธิ์ เมื่อเขามาเรียนต่อปริญญาโท สิทธิ์จบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์จากมหาลัยต่างจังหวัด สิทธิ์รับจ๊อบเป็นดีเจจัดรายการให้กับสถานีวิทยุท้องถิ่นตั้งแต่ยังเรียนอยู่ พอย้ายมาเรียนกรุงเทพฯเลยมีโอกาสได้ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่ เป็นดีเจจัดรายการวิทยุตอนหัวค่ำจนเที่ยงคืน สิทธิ์ทำงานไต่เต้าตั้งตั้งแต่เป็นดีเจจนเป็นผู้บริหารในบริษัทดังกล่าวมาจนทุกวันนี้ เก็บปริญญาสายวิทยาศาสตร์ทั้งสองใบไว้ไม่ได้ใช้เลย ช่วงเรียนโทอยู่ก็เรียนมสธ.ไปด้วย เรียนเป็นเพื่อนแฟน ปรากฏว่าแฟนเรียนไม่จบ แต่สิทธิ์ได้ปริญญาตรีนิเทศศาสตร์มาเก็บไว้อีกใบ และอีกไม่กี่ปีต่อมาก็ได้ปริญญาบริหารธุรกิจมาเพิ่มอีกใบ คนอย่างสิทธิ์เรียนอะไรก็ได้ แต่เขาเริ่มชีวิตการทำงานจากงานอดิเรกที่ทำแล้วรู้สึกสนุก ใจเย็นและมองโลกในแง่บวกเสมอ สิทธิ์มีทั้งอีคิวและไอคิวที่จะเรียนรู้และเลือกโอกาสให้กับตนเอง ดังนั้น เขาไม่ต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก

ป๊อบ เป็นรุ่นน้องที่มาเรียนโท เป็นเด็กที่จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ถ้าใครได้คุยกับป๊อบ จะมีแต่เสียงหัวเราะ ไม่แน่ใจว่าคุยกับคนดีหรือคนบ้ากันแน่ เขาเป็นคนมีจินตนาการสูง ป๊อบมีงานอดิเรกคือเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เขาตื่นเต้นมากที่ครั้งหนึ่งได้รับจดหมายจากนักวิทยาศาสตร์ระดับชาติเขียนมาตำหนิว่านิยายของเขาไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อป๊อบจบโท เขาไปเรียนต่อทางด้านการละคร และภาพยนตร์ ผมได้ข่าวของเขาเมื่อนานมาแล้วว่ากลับมาเป็นอาจารย์สอนด้านศิลปะการละคร ชีวิตของป๊อบพลิกผัน แต่ป๊อบทำได้ เพราะกล้า บ้าดีเดือด ความทะเยอทะยานที่จะไปตามฝันส่งเขาออกนอกวงโคจร น่านับถือทีเดียว เป็นอีกตัวอย่างที่ไม่ต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก

พี่จิ๋มเป็นผู้หญิงเก่งอีกคนที่ผมประทับใจ พี่เขาจบนิเทศศาสตร์ จบแล้วก็ไปหาประสพการณ์เป็นอาสาสมัครทำงานพัฒนาชุมชน ทำงานกับชาวเขา เป็นหนึ่งในนักต่อสู้เพื่อที่ทำกินและการมีสัญชาติของชาวเขา จากประสบการณ์ครั้งนั้นเองที่ส่งให้พี่จิ๋มกลายเป็นนักพัฒนาชุมชน ในที่สุดพี่จิ๋มจบปริญญาเอกและเป็นผู้ชำนาญการทางด้านการใช้แผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ของชุมชน พี่จิ๋มกลับมาใช้วิชาความรู้เป็นอาจารย์ในมหาลัยอย่ไม่กี่ปี น่าเสียดายที่คนดีและคนเก่งอย่างพี่จิ๋มต้องมาจากไปด้วยโรคมะเร็ง ขอระลึกถึงพี่จิ๋มในโอกาสนี้ พี่จิ๋มเลือกงานที่ตัวเองชอบและรัก ไม่ได้เลือกจากที่ตัวเองจบมาในครั้งแรก

นัทเป็นรุ่นน้องอีกคนหนึ่งที่ผมรู้จักตั้งแต่เขาสอบติดแพทย์ นัทเรียนแพทย์ตามความต้องการของที่บ้านแม้ว่าเขาจะไม่ชอบ เขาอยากเป็นวิศวกร ทุกซัมเมอร์ที่กลับบ้าน นัทมีปัญหาตลอดที่ต้องการเอนทรานซ์ใหม่แต่ที่บ้านไม่ยอม ในที่สุดนัทรีไทร์ตอนปีสามออกมาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ที่บ้านก็ยืนยันให้เรียนแพทย์เหมือนเดิม ทราบมาว่านัทแอบไปลงเรียนวิศวะ แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด นัทรีไทร์อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่นัทพูดคำเดียวคือ พ่อแม่รังแกฉัน ทำชีวิตเขาพัง เด็กหนุ่มที่มีไอคิวคนนี้น่าจะมีอนาคตไกล แต่เขาต้องมาจบลงที่เข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาล ถ้าเขาได้เปลี่ยนม้ากลางศึกคงไม่จบลงด้วยเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้ กรณีของนัทซับซ้อน ต้องแก้ทั้งผู้ใหญ่และแก้ทั้งตัวเขาเอง นัทมีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ตัวเขาเองทำให้ยากเพราะทิฐิและคิดแต่จะประชดชีวิต

ยุทธ์ เป็นเพื่อนเรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน ยุทธ์จบแบบหืดขึ้นคอ 2.00 ไม่เจอกันนับสิบปี ยุทธ์ไปต่อหมอที่ฟิลิปปินส์ วันนี้เขาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง มีรุ่นน้องอีก4คนเรียนโทอยู่ ปีนั้นเป็นปีที่เปิดแพทย์ทางเลือกสำหรับเด็กที่จบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์ ทุกวันนี้เป็นหมอกันหมดแล้ว มีคนหนึ่งเป็นหมอทางด้านความงามที่ดังมากๆ มีรุ่นพี่คนนึงชื่อพิวัฒน์จบปริญญาโทมาเป็นอาจารย์สอนในคณะแพทย์ วันดีคืนดี พี่ก็ลาออกไปเรียนแพทย์ตอนอายุ 35 ปี

แขก จบเกษตรสาขาสัตวบาล พอจบก็กลับบ้านเกิด พ่อให้ที่ไว้ 30 ไร่ แขกเริ่มใช้ความรู้ทำเกษตรแบบครบวงจร ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงวัวและแพะนิดหน่อย เวลาผ่านไปเป็ดขายไม่ได้ราคา ลูกค้าไม่จ่าย แขกเลิกเลี้ยงสัตว์ เหลือแต่ปลาไว้กิน ผมว่าเขาโชคดีที่เลิกเลี้ยงเป็ดมา2 ปีแล้ว ไม่งั้นเขาต้องหมดตัวแน่ๆจากไข้หวัดนกแขกหันมาปลูกผักปลอดสารพิษแทน แต่ผลผลิตไม่ดีแมลงรบกวนเยอะ เลยเปลี่ยนมาปลูกผักไฮโดรนิค แขกต้องเริ่มต้นใหม่ ยังดีที่มีพื้นฐานทางเกษตรมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้จบพืชสวน ทุกวันนี้ทำได้ไม่ทันขาย

มีเพื่อนรุ่นน้องอีก 2-3 คน จบทันตแพทย์ ทุกคนเลือกเรียนเพราะ เป็นที่ต้องการของตลาด สถานะในสังคมดี และที่สำคัญเป็นอาชีพที่ทำเงิน เมื่อใช้ทุนครบแล้ว สามคนนี้ต่างหันหลังให้กับวิชาชีพที่เรียนมา เพราะรับสภาพกับงานก้มๆเงยๆทั้งวันไม่ไหว น่าเบื่อหน่าย มีหนึ่งคนที่ย้ายเข้ามากรุงเทพฯมาทำงานกับสถาบันจิตเวชแล้วตัดสินใจเบนเข็มมาเรียนทางด้านจิตวิทยา มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมไปแอบจีบเขาอยู่ตอนเป็นนิสิตปีหนึ่ง เขาโอนหน่วยไปเรียนบัญชีเมื่อขึ้นปีสองเพราะเป็นความต้องการของที่บ้าน เธอจบด้วยคะแนนเกียรตินิยม ทุกวันนี้กิจการตรวจสอบบัญชีทำเงินให้กับครอบครัวเธอมากมาย เพื่อนรุ่นน้องอีกคนหนึ่งโดนรีไทร์จากคณะเมื่อปีสอง แต่ก็สามารถเอนทรานซ์กลับมาเรียนสิ่งแวดล้อมใหม่ เริ่มใช้ชีวิตที่สุขุมขึ้นแม้ว่าจะจบช้ากว่าเพื่อนๆไป 2 ปี ต่อมาไปทำงานคุมระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ไม่กี่เดือนก็โดนที่บ้านเรียกตัวกลับบ้านต่างจังหวัด มรดกที่ได้มาคือกิจการรับเหมาก่อสร้าง จับพลัดจับผลูเข้าไปสู่การเมืองท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็เรียนปริญญาโทที่นิดาไปด้วย เพิ่งจบปีนี้เอง เขาไม่ได้ทำงานที่ตนเองชอบเลย แต่ทำเพื่อพี่น้องและคนทั้งบ้าน

ผมยกมาตั้งหลายตัวอย่างจากคนรอบข้าง ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ประสพความสำเร็จไม่ต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางอารมณ์ที่ดี หมายความว่าเขามีเชาว์ทางอารมณ์สูง (อีคิวสำคัญกว่าไอคิว) เขาสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แม้จะไม่ชอบ พวกหนึ่งมีเป้าหมายแล้วชัดเจนเพียงแต่รอเวลา อีกพวกหนึ่งยังค้นไม่พบตัวเอง แต่รอโอกาสที่จะค้นหา และเมื่อโอกาสมาถึงเขาพร้อมจะสลับเปลี่ยนทันที บางคนเปลี่ยนครั้งเดียว บางคนหลายครั้งกว่าจะลงตัวและรู้ว่าตัวเองชอบอะไร อีกหลายคนเปลี่ยนกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่ ผมว่าไม่ผิดอะไรนะที่บางครั้งเราหลงทางบ้าง ทนอยู่ในสภาพผิดที่ผิดทางบ้าง เพราะเป็นการฝึกความอดทนให้กับเราเป็นอย่างดี ชีวิตคนคนหนึ่งยังต้องผ่านอีกหลายด่าน และส่วนใหญ่มักเป็นๆที่เราไม่อยากจะไป ชีวิตของเราเกี่ยวเนื่องกับคนอีกเป็นจำนวนมากจนเราไม่อาจตามใจตัวเองไปได้ทุกเรื่อง ในสถานการณ์เช่นนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างไรให้สมดุล ต้องอาศัยความอดทน รู้จักบังคับตนเอง และรู้จักพลิกสถานการณ์จากความเสียเปรียบให้เป็นความได้เปรียบ

ข้อคิด: ชีวิตคงคุณค่า ตราบเท่าที่มีเพื่อผู้อื่น และนั่นเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะมีอยู่ต่อไป

คนสามประเภท

   ผมชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคนหลายอาชีพ ผมเลยมีข้อสรุปของผมเองบางอย่างประเภทแรก คุณสมบูรณ์ คนที่อยู่ในสายอาชีพต่อไปนี้จัดเป็นนาย นาง สมบูรณ์หมด ก็คนที่จบบัญชี การเงิน การธนาคาร แพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ พยาบาล เภสัช วิดยา ครู ทนายความ ที่ว่าสมบูรณ์ก็เพราคนทำบัญชีเขาถี่ถ้วน ขาดเกินกันไม่ได้ เงินขาดไปเป็นเศษสตางค์ต้องหาให้เจอ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขาดไปไม่กี่บาทเดี๋ยวจ่ายคืนให้ก็ได้ แต่อยู่ที่ต้องปิดตัวเลขในเอกสารให้พอดี โต๊ะทำงานของเขาเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนคนเป็นหมอจะรักษาคนไข้ เขาก็ต้องมีขั้นตอน ซักประวัติ ติดตามอาการ หากรักษาไม่เป็นผลก็ต้องเปลี่ยนวิธี หรือไม่ก็ต้องค้นดูว่าเกิดแทรกซ้อนจากสาเหตุอื่นด้วยหรือไม่ เภสัชกรก็เช่นกัน จะจ่ายยาก็ต้องเทียบเคียงตัวยาออกฤทธิ์ แนะนำการใช้ยา รู้ว่ายาตัวไหนดูดซึมดีตอนไหน ยาไหนให้ผลข้างเคียงอะไร คนเรียนวิศวะ เรียนถาปัด ชีวิตก็อยู่ที่การคำนวณ ทำอย่างไรไม่ให้คานบ้านหล่นใส่หัว ทำอย่างไรให้แอร์เย็นด้วย ประหยัดไฟด้วย ฟอกอากาศได้ด้วย แล้วก็เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านได้อีกต่างหาก วิดยาเป็นพวกค้นหาทฤษฎีใหม่ๆ อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ค้นหายาใหม่ๆ และอื่นๆเพื่อให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เป็นคนละเอียด ช่างสังเกต ใช้เหตุและผลเป็นตัวรับรู้และตัดสินใจ จะกินจะดื่มแต่ละที คิดแล้วคิดอีก คุ้มกับเงินที่จ่ายหรือเปล่า วันนี้กินไปแล้วกี่แคลอรี่ พวกนี้สุดยอดแห่งความมัธยัสถ์

ประเภทที่สอง คุณเสรี คุณเสรีมักแฝงตัวอยู่ในกลุ่มงานศิลปกรรมทั้งหลาย  งานช่าง จิตรกรรม ประติมากรรม การละคร ภาพยนตร์ นักดนตรี  นักเขียน และอื่นๆที่เป็นทัศนศิลป์  คุณเสรีชอบใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่น  การตัดสินใจอะไรสักเรื่องอยู่ที่ความพึงพอใจ และความรู้สึก   ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ของคนกลุ่มนี้กระฉูดจนคุณสมบูรณ์บอกรับไม่ได้ มันไม่มีเหตุผลที่จะเป็นไปได้เลย  เวลาคุณเสรีทำงาน อย่ามาสร้างกฏเกณฑ์ อย่ามาเร่งว่าให้เสร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้  ไม่นั้นจะทำให้ศิลปะอันบริสุทธิ์เสียไปหมด   คุณเสรีจะออกพวกเทปเพลงใต้ดิน เขาไม่ยอมให้ตลาดมาเป็นตัวกำหนดงานของเขา   ถ้าจะนัดกับคุณเสรี คุณต้องใจเย็นๆ  จะนัดคุณเสรี มาเล่นดนตรีกันหน่อย  คุณเสรีจะปล่อยให้เรารอสัก 2-3 ชั่วโมง   หรือไม่ก็โทรมาของดไปซะงั้นแหละ  คุณเสรี คุณนะคุณ    นิสัยอีกอย่างของคุณเสรีคือ ไม่ชอบวางแผน  หรือวางแล้วก็เปลี่ยนใหม่ได้บ่อยๆตามที่ต้องการ  คุณเสรีจะใช้เงินเท่าที่มี  หมดก่อนแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเริ่มต้นใหม่   ถ้าไปเยี่ยมบ้านคุณเสรี ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ มันรกมาก

ประเภทที่สาม คุณอำนาจ จะหาคุณอำนาจพบได้ตามกอล์ฟคลับ ถ้าทำงานก็นั่งอยู่บนยอดตึก คุณอำนาจพอใจกับการมองระบบทั้งหมดว่ามันเดินไปดีหรือยัง จับตรงโน้นมาวางตรงนี้ ย้ายไอ้โน่นมาไว้ที่นี่ ความสุขอีกอย่างของคุณอำนาจคือเดาใจคู่แข่ง วางแผนตีโอบ หรือไม่ก็หาทางแก้เกม คุณอำนาจมักทำให้คุณสมบูรณ์และคุณเสรีปวดหัวเพราะการย้ายไป ย้ายมา คุณอำนาจเองก็ชอบอ้างเรื่อยว่า เพื่อความเหมาะสม ต้องยืดหยุ่น จนหลายๆครั้งที่คุณสมบูรณ์อดพูดกระทบไม่ได้ว่า แหมมันยืดอย่างชนิดขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวเลยนะครับเจ้านาย หลายครั้งที่คุณอำนาจเลือกที่จะเสี่ยง กล้าได้กล้าเสีย คุณอำนาจชอบฝันถึงอนาคต เขาจะต้องวางแผนเป็นจริงเป็นจังเพื่อให้ถึงเป้า ปีนี้ต้องได้อะไร ปีหน้าต้องไปถึงไหน เขาใช้เงินเก่งครับ เพราะเขารู้ว่าจะหาเม็ดเงินใหม่เข้ามาแทนได้ คุณอำนาจเลยเอาเงินไปลงทุนซะใหญ่โต ถ้าเปิดหนังสือพิมพ์ หน้าแรกที่คุณอำนาจอ่านก่อนคือ เศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน ดัชนีตลาดหุ้น ข่าวต่างประเทศ คุณอำนาจมักมีพื้นฐานทางด้านรัฐศาสตร์ การตลาด เศรษฐศาสตร์

ในสังคมต้องการคนทั้งสามประเภทนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดวงจร เกิดการแลกเปลี่ยน แม้ว่าบางทีมันจะป็นการแลกที่ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ เรามักพบว่า หลายครั้งคุณอำนาจก็ใช้ความเสรีที่มีมาทำให้เกิดประโยชน์ คุณอำนาจเอาไอเดียมาจุดประกายให้คนอยากเสียเงิน เสียทองเพื่อของแปลก คุณอำนาจจะช่วยให้คุณเสรีทำงานให้เสร็จตามเวลา ส่วนคุณเสรีจะทำตอนไหนก็ไม่ว่ากัน คุณเสรีเลยมักนอนกลางวัน ตื่นมาทำงานกลางคืน สตูดิโอแถวบ้านผมนี่กลางวันมีแค่คนรับโทรศัพท์ แต่พวกครีเอทีฟมาทำงานกันจนดึกดื่น ส่วนคุณสมบูรณ์นี่ก็ช่วยคุณอำนาจได้เยอะเลย เป็นพ่อบ้านใหญ่ คุมทุกอย่าง ทั้งรายรับ รายจ่าย ทำอย่างไรจะให้เป็นต้นทุนที่ต่ำสุด ส่วนคุณอำนาจก็มีหน้าที่หาตลาด หาธุรกิจ เข้ามาป้อน ทุกคนก็เลยต้องพึ่งพากันทั้งหมด

เอาใหม่ ทุกวันนี้จะหาคนพันธุ์แท้อย่างคุณสมบูรณ์ คุณเสรี หรือคุณอำนาจ ก็ยากนะ หรือถ้ามีแต่สามประเภทนี่ โลกคงน่าเบื่อพิลึก โชคดีที่เรามีทั้งลูกครึ่ง ลูกค่อน ลูกผสม คนเป็นนักวิทย์เป็นคุณสมบูรณ์อย่างเดียวไม่ได้ ถ้าไม่มีนักวิทย์ที่มีคุณเสรีสิงอยู่ด้วย เราคงไม่มีประดิษฐกรรมใหม่ๆออกมา เอดิสันคงนึกไม่ออกว่าจะทำหลอดไฟยังไง ถ้าคนไม่อุตริอยากบินอย่างนกพี่น้องตระกูลไรท์ก็คงไม่มีทำเครื่องร่อน คนเป็นสถาปนิกนอกจากจะเป็นคุณสมบูรณ์แล้วก็ต้องเป็นคุณเสรีด้วย ไม่งั้นเราคงอยู่ในบ้านทรงเดียวตลอดชีวิต ไม่มีรถยนตร์แบบใหม่ๆออกมา คุณอำนาจเองก็ต้องใช้เหตุผลและความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจ เขาต้องใช้คุณสมบูรณ์ที่อยู่ในตัวเองให้เป็นประโยชน์ ถ้าเขาปล่อยให้คุณเสรีที่อยู่ในตัวเขาแสดงออกมากเกิน เขาจะหมดตัว อยากบอกว่าทุกคนมีเลือดของคุณสมบูรณ์ คุณเสรี และคุณอำนาจอยู่ในตัว เพียงแต่มีของใครมากกว่ากัน คุณต้องค้นให้พบว่าส่วนไหนเยอะ ส่วนไหนน้อย และดึงข้อเด่น ข้อดีของคนนั้นออกมาใช้ให้ได้ ถ้าคุณอำนาจโดดเด่นมากเกินก็ออกจะก้าวร้าวใจด่วนไปหน่อย ให้คุณสมบูรณ์ในตัวคุณรั้งมันไว้บ้างเพื่อให้รอบคอบขึ้น ถ้าคุณเสรีฝันเฟื่องตลอด ก็เอาคุณสมบูรณ์มาดัน เอาคุณอำนาจมาดึง ถ้าคุณสมบูรณ์มัวช้าอยู่เพราะมัวแต่ต้องเช็คแล้วเช็คอีกเพราะกลัวไม่เป๊ะ คุณอำนาจต้องกระตุ้นเขาหน่อยให้เขาทำให้เร็วขึ้น หรือตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง

ทุกวันนี้ รัฐบาลก็สนับสนุนให้ทุกคนเป็นหนี้กันถ้วนหน้า ไม่ว่าหนี้นอกระบบ หนี้ในระบบ หนี้ความอยาก หนี้บัตรเครดิต หนี้ธุรกิจรายย่อย...... วันนี้ขยักไว้แค่นี้ก่อนนะครับ คราวโน้นค่อยมาคุยต่อว่าคนสามประเภทที่ว่าเหมาะกับการสร้างหนี้แบบไหน ทำอาชีพอะไรดี

คำถาม: โลกยุคดิจิตัลดึงให้คนเข้ามาอยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่แปลกนะ ที่หัวใจคนทุกวันนี้กลับอ้างว้างห่างกันออกไปทุกที
คำตอบ: ก็เพราะวัตถุไม่เคยถมเต็มจิตใจได้อะจิ

ไม่มีประตูที่ปิดตาย

เวลาเรารีบๆ ร้อนใจเรามักทำอะไรไม่ถูก ทุกอย่างดูไม่ได้อย่างใจ ยิ่งร้อนใจ สิ่งที่ไม่เคยเป็นปัญหาก็ทบเข้ามาพันกันอีรุงตุงนัง เมื่อไม่นานมานี้ แม่ผมถูกล็อคอยู่หลังบ้านเป็นชั่วโมง ลูกๆไม่มีใครอยู่บ้าน อารามที่ตกใจไขกุญแจประตูยังไงก็ไม่ได้ ไปปีนรั้วเรียกบ้านติดกันสามบ้านก็ไม่มีใครได้ยิน เมื่อเข้าบ้านไม่ได้เลยต้องจำใจทำงานนอกบ้านต่อจนเสร็จ พอสายๆแดดมาจึงลองไขประตูใหม่ ล็อคก็คลายออก

ในพวงกุญแจมีลูกกุญแจอยู่เพียงสามดอก หลายครั้งเราใช้กุญแจผิดดอกไขประตู ไม่ว่าจะไขยังไงก็ปลดไม่ออกเพราะเราไม่ได้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ประตูหลังบ้านเป็นประตูที่โดนแดดโดนฝน ไม้มีโอกาสโก่งงอ แม้บางครั้งเราใช้กุญแจถูกดอกก็เปิดไม่ออก จะต้องมีเทคนิคบ้าง เช่นผลักประตูเข้าไป ไม่ก็ต้องยกประตูขึ้นหน่อยนึง จึงจะบิดลูกบิดได้ ถ้างั้นแปลว่า เมื่อมีวิธีแก้ไขที่ตรงประเด็นแล้วก็ต้องมีเทคนิค รู้จังหวะที่จะใช้และเลือกใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

จะใช้กุญแจดอกใด จะใช้เทคนิคใด ถ้าไม่มีสติก็ค้นไม่พบ ความสงบเยือกเย็น จะทำให้เราได้มีเวลาคิด มีเวลาทบทวน ส่วนใหญ่เวลาเกิดปัญหา เรามักโทษโน่น โทษนี่ การได้มีเวลาเงียบๆทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา จะทำให้เราเห็นตัวเราชัดเจนขึ้น การรู้จักตัวเองและเข้าใจตัวเองยากกว่าการที่จะพยายามเข้าใจคนอื่นมากนัก และสุดท้าย ให้โอกาสตัวเองกับการเริ่มต้นใหม่

ปัญหาทำให้เราเรียนรู้จักการแก้ไข เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หลายครั้งปัญหาสร้างวีีรบุรุษ หลายครั้งที่ปัญหาสร้างโอกาส เปิดหนทางใหม่ให้กับเรา เมื่อสามารถก้าวข้ามอุปสรรค ความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเราจะมากขึ้นๆ นิสัยก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทรรศนะการมองจะมีในทางบวกมากขึ้น

ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ปัญหาจะปรากฏเป็นเงาตามตัวเราไปทุกที่ ขอให้ทุกคนเผชิญปัญหาอย่างมีความสุขนะครับ ให้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจประจำ

ลองเปิดประตูดูใหม่อีกครั้งซิครับ

พระคัมภีร์สอนอะไรเราเกี่ยวกับประตู  ลองคลิ๊กอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.immanuelbc.com/webboard/view.php?topic=12

doorst1.jpg

การบริหารตามอย่างพระคัมภีร์   (9 ตุลาคม 2001)
สำหรับ workshop ค่าย Love & Care
 
การบริหารคืออะไร

มนุษย์มีการรวมกลุ่มกันเพื่อผลักดันกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งให้ประสพความสำเร็จตามเป้าหมาย   และเนื่องจาก มนุษย์ไม่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จโดยลำพังตัวคนเดียวได้  ดังนั้น การบริหาร หรือ การจัดการ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรวมกลุ่มของบุคคลเพื่อผลักดันให้บรรลุสู่เป้าหมาย

การจัดการ (management) เป็นกระบวนการออกแบบ และจัดสภาวะแวดล้อมเพื่อให้กลุ่มบุคคลสามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ     มีผู้อธิบายความหมายของการจัดการ อีกนัยหนึ่งคือ กระบวนการเกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กร ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (planning)  การจัดองค์กร (organizing) การนำ (leading) และการควบคุม (controlling)      มีผู้รู้ (guru) ต่างให้แนวคิดในการบริหารจัดการเป็นทฤษฎีต่างๆมากมาย ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และปริมาณ เชิงพฤติกรรมศาสตร์ แล้วแต่ว่าทฤษฎีเหล่านั้นจะมองปัจจัยใดเป็นประเด็นหลัก แต่ทฤษฎีเหล่านั้นต่างมีส่วนสอดคล้องกับกระบวนการสิ่งที่นำมาเรียบเรียงในที่นี้ 

การจัดการเป็นกิจกรรมที่สำคัญในทุกระดับขององค์กร โดยมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน  เป้าหมายของธุรกิจคือ กำไรและการเพิ่มค่าของทุนในระยะยาว      เป้าหมายของผู้บริหารคือ ส่วนเกิน (surplus) โดยใช้เวลา ใช้วัตถุดิบ ใช้บุคลากร และทรัพยากรต่างๆให้น้อยที่สุดเพื่อความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้   ในความหมายนี้จึงประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรที่ไม่มีเป้าหมายของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง      จุดมุ่งหมายของผู้บริหารทุกคนคือ ต้องการมีผลผลิต ต้องการเพิ่มผลผลิตเพื่อบรรลุอัตราส่วนระหว่างผลผลิตต่อปัจจัยนำเข้า  ซึ่งการเพิ่มผลผลิตหมายถึงความมีประสิทธิผล (บรรลุวัตถุประสงค์) และความมีประสิทธิภาพ (การใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด)ขององค์กร

การวางแผน (planning)

การวางแผนเป็นขั้นแรกของกระบวนการบริหาร  ประกอบด้วยการกำหนดภารกิจ (mission)  วัตถุประสงค์ (objectives) และแผน (plans)    ภารกิจสามารถใช้อธิบายจุดมุ่งหมายพื้นฐานขององค์กร  โดยบ่งบอกถึงผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการด้วยวัตถุประสงค์          ส่วนแผน เป็นวิธีการให้บรรลุจุดมุ่งหมาย  ช่วยให้ผู้บริหารทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กร  แผนจะช่วยสั่งการและประสานงานกิจกรรมต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย    ผู้บริหารเป็นผู้กำหนดแผน และการกำหนดแผนต่างๆต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง  มีคำถามที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ผู้บริหารจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงมาได้อย่างไร 

พระเยซูเป็นนักวางแผนชั้นเยี่ยม  เราสามารถสังเกตได้จากการที่พระองค์ใช้อัครทูตออกไปสั่งสอน (มธ. 10:5-14)  โดยตั้งเป้าหมายว่าสั่งสอนเฉพาะวงศ์วานอิสราเอล  กำหนดเรื่องที่จะสอน  กำหนดภารกิจ     กำหนดวิธีของการสั่งสอนว่าต้องทำอะไรบ้าง  กำหนดเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ควรนำไป   กำหนดสถานที่และวิธีเลือกกลุ่มเป้าหมาย  คาดการณ์ล่วงหน้าและกำหนดทางเลือกปฏิบัติอื่นๆไว้     ธุรกิจในปัจจุบันนี้ต่างเล็งเป้าไปที่ความพึงพอใจของลูกค้าต่อสินค้าและบริการโดยที่ลูกค้าสามารถต่อสายตรงผู้บริโภคเข้าไปร้องเรียนเรื่องคุณภาพและการบริการถึงระดับผู้บริหาร   ในโลกยุคนี้ อาจกล่าวได้ว่าการบริการนำหน้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว เนื่องจากเทคโนโลยีก้าวทันกันหมดทำให้คุณภาพของสินค้าแทบไม่มีความแตกต่างกัน  ประกอบกับความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่างๆได้ครบถ้วน    ดังนั้น การบริการจึงเป็นจุดขายที่ใช้จำแนกความแตกต่างอย่างชัดเจน        อะไรคือสุดยอดของการบริการ   สุดยอดของการบริการในพระคัมภีร์ปรากกอยู่ในลูกา 10:29-37  เมื่อชาวสะมาเรียเข้าช่วยเหลือชายผู้เคราะห์ร้ายบาดเจ็บ  รักษาพยาบาล จัดหาที่พักให้  นับเป็นกลยุทธ์การบริการที่เหนือความคาดหมาย  สามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น

การจัดองค์กร (organizing)

การจัดองค์กร คือกระบวนการที่กำหนดกฎ ระเบียบ แบบแผน ในการปฏิบัติงานขององค์กร  องค์กรในที่นี้หมายถึงกลุ่มบุคคล 2 คนขึ้นไปที่มีความผูกพันกัน ใช้ความพยายามหรือความสามารถร่วมกันในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ดังนั้น จึงเป็นความพยายามของผู้บริหารในการจัดบุคคลากรที่เหมาะสมเข้ารับงานโดยกำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ในกาปฏิบัติงาน และให้ใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างระมัดระวัง       ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องวางโครงสร้างขององค์กรที่แน่นอน เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปฏิบัติงาน และระบุถึงขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่ทำงานร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบและไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน         รูปแบบของการจัดองค์กรขึ้นกับความเหมาะสมของสถานการณ์และสภาวะแวดล้อม  ได้แก่ ขนาดขององค์กร แนวทางของธุรกิจ  ความซับซ้อนของงาน

คริสตจักรในเมืองโครินธ์ เป็นคริสตจักรใหญ่  ประกอบด้วยสมาชิกที่หลากประสบการณ์จนเกิดปัญหาความไม่ลงรอยกัน (1คธ 12:12-31)      อ.เปาโลใช้ร่างกายมนุษย์มาเป็นตัวอย่างอธิบายบทบาทหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งในองค์กรได้อย่างแยบยล   ทุกตำแหน่งมีความสำคัญเท่ากัน เพียงแต่ว่าแต่ละตำแหน่งมีหน้าที่ ความรับผิดชอบและขอบเขตของงานแตกต่างกัน          ในโลกแห่งการแข่งขันใบนี้  การตัดสินใจอย่างฉับไว  ขนาดเม็ดเงินลงทุน  ความต้องการในการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ทำให้การจัดองค์กรยุคใหม่เตี้ยลงทุกทีในลักษณะแบนราบเป็น flatten organization   ทุกๆหน่วยต่างมีบทบาทร่วมกันรับผิดชอบต่อความอยู่รอดขององค์กรนั้นในลักษณะที่เรียกว่า cross-functionality    ตัวอย่างลักษณะขององค์กรยุคใหม่นี้เทียบชั้นได้กับกลุ่มเซลในคริสตจักร  เซลหนึ่งเซลสามารถอยู่รอด มีกิจกรรมเบ็ดเสร็จและมีประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์เหนือกว่าระบบคริสตจักรที่ซับซ้อนและเชื่องช้า     ธุรกิจที่จัดโครงสร้างแบบแบนราบย่อมได้เปรียบเหนือธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในความยืดหยุ่นของการจัดองค์กรและปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์อย่างแน่นอน

การจัดหาบุคคล  (staffing)

การจัดหาบุคคล เป็นกระบวนการคัดเลือกคนเข้าทำงานตามโครงสร้างองค์กรและแผนกำลังพล โดยรวมถึงการแต่งตั้ง การประเมินผล การเลื่อนตำแหน่ง การให้รางวัล การฝึกอบรม เพื่อที่ทำให้วัตถุประสงค์ขององค์กรสำเร็จตามแผนปฏิบัติ

เวลาที่โมเสสแต่งตั้งพวกตุลาการนั้น (ฉธบ 1:13-15) ท่านได้เลือกจากคนหมู่ใหญ่  เลือกที่เหมาะสมกับงาน  มีประสบการณ์กับงานนั้น   พระคัมภีร์ในหลายๆตอนเลือกคนเข้าทำงานโดยดูจากสติปํญญา อุปนิสัยและจิตใจ การยอมรับจากคนหมู่ใหญ่ (1 ทธ 3:2-5)    คุณสมบัติเหล่านี้กอปรกันเข้าเพื่อว่าคนๆนั้นจะพร้อมทำงานร่วมกับผู้อื่นได้     การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นทีมงานย่อมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่งานนั้นมากกว่าองค์กรที่ประกอบด้วยการมีคนเก่งที่ปีนเกลียวกันตลอดเวลา   คำสอนเรื่องเชือกสามเกลียวจึงชัดเจนและไม่ต้องการคำอธิบายอะไรเพิ่มไปจากนี้สำหรับความหมายของการทำงานเป็นทีม (ปญจ 4:12 )   

ผู้บริหารต้องรู้และเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละคน   พระเยซูยกอุปมาจากสิ่งใกล้ตัวว่าเมล็ดพืชที่ตกอยู่ในดินดีก็ย่อมเกิดผล (มธ 13:3-8)    เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องสร้างคน  สร้างสิ่งแวดล้อมและโอกาสในการที่ให้ทุกเมล็ดตกในดินดีเพื่องานจะเกิดผล  การฝึกอบรมให้ทักษะในการทำงานแก่พนักงานเป็นการย้ายเมล็ดจากพื้นหิน จากที่ดินน้อยไปยังที่ๆ อุดมสมบูรณ์    พระเยซูยังยกอุปมาต่อไปอีกว่า ตะเกียงต้องตั้งบนเชิงตะเกียงให้ส่องสว่าง (ลก 8:16)  นั่นหมายความว่าลูกน้องที่ดีและเก่งย่อมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของหน่วยงานนั้น  เขาควรได้รับการสนับสนุนเลื่อนตำแหน่งตามสมควร     องค์กรทุกวันนี้ต้องการทั้งคนดีและคนเก่งในคนๆเดียวและคนเช่นนั้นไม่ควรที่ผู้บริหารจะเอาถังครอบเขาไว้หรือซุกเขาไว้ใต้เตียง    องค์กรต้องมีการให้รางวัลแก่คนเก่งและคนดียกย่องคนดีเพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่คนทำงาน และนำไปสู่การชักนำให้บรรลุจัดมุ่งหมายดังจะได้กล่าวต่อไป

การชักนำ (leading)

การชักนำเป็นกระบวนการชักนำบุคคลให้ตอบสนองโดยการกระตุ้นความต้องการและความคาดหวังต่างๆเพื่อให้บุคคลเกิดความคิดริเริ่ม ควบคุม รักษาพฤติกรรมและการกระทำ     นักจิตวิทยาได้พยายามศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคล  และเชื่อว่าแรงจูงใจเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงพฤติกรรมของมนุษย์      เทคนิคต่างๆที่ใช้ในการจูงใจได้แก่ ค่าตอบแทน  การมีส่วนร่วม และคุณภาพชีวิตการทำงาน  เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องสร้างแรงจูงใจและมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นเพื่อกระตุ้นนำให้เกิดความร่วมมือในองค์กรอันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของรูปแบบการทำงานคือ การทำงานเป็นทีม

ในพระธรรมโยชูวา บทที่ 1 ข้อ 1-9  เป็นตัวอย่างที่ พระเจ้าทรงชักนำโยชูวาในการนำชนชาติอิสราเอลเข้าไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ทรงตั้งคำมั่น ทรงตั้งเงื่อนไข และสร้างขวัญอย่างน่าประทับใจ    ถัดมาในข้อ 12-18 โยชูวาได้ถ่ายทอดสิ่งที่พระเจ้าสัญญาเพื่อชักนำบรรดาชาวอิสราเอลเข้าสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้  สิ่งที่ชักจูงล้วนหลีกหนีไม่พ้นการมีส่วนได้และการมีส่วนร่วมของทุกคน  เป็นบทเรียนของผู้บริหารที่ว่า เงินไม่อาจซื้อหรือชักจูงทุกสิ่งได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากใจย่อมชักนำให้สำเร็จได้ อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด เราจะอยู่กับเจ้า     ผู้บริหารควรเรียนรู้การเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามอย่างผู้บริหารสะมาเรีย  ดังที่ได้กล่าวว่าไม่มีการชักนำใดจะได้ผลดีไปกว่าการชักนำผู้ร่วมงานด้วยใจคือ การปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานเสมือนเขาเป็นเพื่อนบ้านของเรา (ลก 10: 29-37)     เนหะมีย์หนุนใจประชาชนให้สร้างกำแพงใหม่ (นมย 2:17-18) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการชักนำ  เขาอ้างความรักชาติ พระเกียรติของพระเจ้าและคำสัญญาที่พระเจ้าจะช่วยในการสร้างกำลังใจ  และเขาประสบความสำเร็จจนเกียรติประวัติได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์

กระบวนการสื่อสาร มีความสำคัญต่อการชักนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเคลื่อนย้ายความคิด ข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ    ความล้มเหลวของการสื่อสารภายในองค์กรทำให้ข้อมูลถูกบิดเบือนไป ผู้บริหารไม่ได้รับข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงทำให้เกิดการตัดสินใจและการวางแผนที่ผิดพลาด  การสื่อสารควรมีในทุกระดับชั้น ทั้งในแนวนอนและในแนวตั้ง และไป-กลับในทุกทิศทาง

การควบคุม (controlling) 

การควบคุมเป็นกระบวนการที่ประกอบกันขึ้นจากการตรวจสอบและการแก้ไขการทำงาน  เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรได้นำแผนที่วางไว้มาปฏิบัติและผลการปฏิบัตินั้นสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายและสอดคล้องกับภารกิจขององค์กรที่วางไว้  ดังนั้นในกระบวนการควบคุมจึงได้มีการกำหนดมาตรฐาน (specification)   มีการวัดผลของงานเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่กำหนดดังกล่าว และมีการปฏิบัติการแก้ไขเมื่อพบการเบี่ยงเบนออกไปจากวัตถุประสงค์ของงาน    ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลผลการตรวจสอบมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการพยากรณ์การดำเนินไปขององค์กรหรือธุรกิจ  และนำกลับมาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการวางแผนต่อไป 

มีพระคัมภีร์หลายตอนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและการแก้ไข   การที่มีต้นข้าวละมานปะปนอยู่ในแปลงข้าวสาลีก็ดี (มธ 13:24-30)   การที่อวนลากเอาปลาชนิดต่างๆปะปนกันขึ้นมาก็ดี (มธ 13:47-48)    ถ้าผู้ปฏิบัติงานไม่ได้ใส่ใจ  ผู้ควบคุมไม่ได้ตรวจสอบแล้ว  จะบรรลุจุดมุ่งหมายของงาน ไม่ได้เพราะจะมีของเสียปะปนมาในผลิตภัณฑ์ที่ดีเสมอ  จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข   ซึ่งแนวทางในการแก้ไขมีหลายอย่างต้องเลือกให้เหมาะสมและใช้ในขั้นตอนที่เหมาะสม    การถอนต้นกล้าอาจถอนเอาต้นข้าวสาลีออกมาด้วย  ดังนั้น การรอถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้วถึงจะแยกกองข้าวออกจากกันย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะประหยัดเวลาและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด       พระเยซู รักษาเด็กผีเข้า (มก 9:14-29) เป็นกรณีศึกษาในเรื่องการควบคุมได้เป็นอย่างดี  เมื่องานไม่บรรลุเป้าวัตถุประสงค์  พระเยซูได้ซักถามหาข้อมูลว่าเป็นผีชนิดใด มีอาการอย่างไร เกิดมานานเท่าไร  พระองค์วิเคราะห์วิธีการทำงานและความเชื่อของผู้ปฏิบัติงาน  แก้ไขสิ่งผิดพลาดและให้การฝึกอบรมถึงเรื่องของการใช้ความเชื่อและการอธิษฐาน     ในหลายๆครั้งที่เกิดปัญหา ผู้บริหารต้องมีการตัดสินใจที่ฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ก่อนที่จะลุกลามออกไป  พระเยซูใช้ความเด็ดขาดและสิทธิอำนาจในการชำระพระวิหาร      การตัดสินใจและการใช้อำนาจของผู้บริหารต่อภารกิจและจุดมุ่งหมายขององค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนเช่นเดียวกับการรื้อถ้ำของพวกโจรเพื่อถวายพระนิเวศคืนแด่พระเจ้า (มก 11:15-17)

คุณสมบัติอื่นๆที่ผู้บริหารควรมีตามพระคัมภีร์

  1. ความตั้งใจมั่น  ด้วย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้แล้ว  ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งสู่หลักชัย (ฟป 3:13-14)
  2. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ  สัตย์ซื่อกับหน้าที่เหมือนทหารที่เข้าประจำการ  เสมือนนักกีฬาที่เล่นตามกติกา (2ทธ 2:4-5)
  3. แสดงออกซึ่งความชื่นชมยินดีอยู่เสมอกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีใจอ่อนสุภาพเป็นที่ประจักษ์  ผู้บริหารคงไม่อาจเสแสร้งเช่นนั้นได้ถ้าไม่ได้มีการอธิษฐาน การวิงวอนและการขอบพระคุณตลอดชีวิตการทำงาน ของเขา (ฟป 4:4-7)
  4. ทำงานด้วยความชื่นบานเหมือนได้ทำเพื่อปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า (อฟ 6:5-7)
  5. เป็นแบบอย่างในการดีทุกสิ่ง  โดยเฉพาะในการสอน การรักษาคำมั่น การใช้วาจาเพื่อไม่ให้ผู้ใดตำหนิได้ (ทต 2:7-8)

 

คำส่งท้าย  

การบริหารตามหลักของพระคัมภีร์ที่ได้เขียนขึ้นนี้  ข้าพเจ้าได้ค้นหาพระคัมภีร์มาสนับสนุนหลักการบริหารในทศวรรษนี้   มีตัวอย่างในพระคัมภีร์มากมาย สุดที่จะค้นมาได้หมด  สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือที่ล้าสมัยในโลกธุรกิจ  พระคัมภีร์เป็นจดหมายเหตุเล่มใหญ่ที่บันทึกหลักวิชาการบริหารและการจัดการมาหลายพันปีแล้ว    พระเยซูได้ใช้วิธีการบริหาร ใช้วัฒนธรรมของคนในสมัยนั้นมาสร้างเป็นอุปมาให้ผู้คนได้เข้าใจถึงแผนความรอดของพระเจ้า     วิธีการทำงานและแผนกลยุทธ์ที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ล้วนแสดงถึงความเป็นนักบริหารมือหนึ่งอย่างน่าเลื่อมใสทีเดียว

วันนี้ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะตำแหน่งใดก็ตาม  เราไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากปฏิบัติหน้าที่ของเราให้เต็มกำลังเสมอ    รากฐานมีสองชนิด อย่างหนึ่งตั้งอยู่บนศิลา อีกอย่างหนึ่งตั้งอยู่บนดินที่ไม่ก่อราก  ทุกคนมีสิทธิ์เลือกได้เพียงอย่างเดียว  คนฉลาดย่อมเลือกที่จะก่อร่างขึ้นบนศิลา  ในบางครั้งที่เราอาจรู้สึกว่าเราไม่ได้รับความยุติธรรม  สิ่งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นกับเราแต่เพียงผู้เดียว  แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว    ทุกอย่างมีวาระและเป็นอนิจจัง  ปัญญาจารย์จึงกล่าวเตือนไว้ว่า จงยำเกรงพระเจ้าและรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว (ปญจ 12:13-14)

There are many good women, but you are the best! (13 กุมภาพันธ์ 2007)

เขียนขึ้นในวันเกิดปีที่ 84 ของแม่

มีหญิงคนหนึ่งเธอมีบุตรสองคน สามีเป็นช้างเท้าหน้าหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนตัวเธอเป็นช้างเท้าหลัง เธอปรนนิบัติเขาและลูกๆ งานบ้านงานเรือนอย่างที่ลูกผู้หญิงพึงมีเธอปฏิบัติได้ไม่บกพร่อง เธอใส่ใจในทุกรายละเอียดของงานและเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนอย่างเต็มความสามารถ เธอเลือกของที่ดีที่สุดสำหรับบุตรของเธอ เธอตัดเย็บเสื้อผ้าให้สวมใส่ ก่อนที่ลมหนาวจะหวนมา เธอก็เริ่มถักทอเสื้อไหมพรมเพื่อให้ความอบอุ่นกับทุกคน เธอขัดรองเท้าให้จนวาววับ ปลอกหมอนสีขาวของทุกคนเป็นฝีมือเธอ ลวดลายปักก็เป็นฝีมือเธอ เวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำคือเวลาที่เธอปรนนิบัติทุกคน

วันหนึ่งชายผู้เป็นสามีก็จากไปด้วยโรคปัจจุบัน ทิ้งเธอและลูกน้อยทั้งสองไว้ เธอนึกไม่ออกว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปได้อย่างไรเมื่อไม่มีเขา แต่ลูกทั้งสองคนกลับเป็นแรงบันดาลใจให้เธอเป็นอย่างดี ทุกค่ำเธอคุกเข่าอ้อนวอนพระเจ้าที่เธอเพิ่งรู้จักว่าให้เธอเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ได้อย่างไร เธอจดจำคำพูดทุกคำของคนที่บอกให้เธอส่งลูกสองคนออกไปช่วยกันหาเลี้ยงปากท้องได้เป็นอย่างดี เธอขอมอบชีวิตบุตรทั้งสองของเธอกับพระ ให้พระเป็นผู้เลี้ยง เธอปรารถนาที่จะเห็นลูกทั้งสองคนมีการศึกษาสูงสุดที่จะพึงมี

เธอทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยสองมือและสติปัญญาของเธอ เวลาเช้าเธอขึ้นมาหุงหาอาหาร เธอตระเตรียมเสื้อผ้าให้กับบุตรทั้งสอง เสื้อผ้าชุดเรียบสะอาดตาเป็นเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างปราณีตด้วยฝีมือเธอเอง เมื่อลูกน้อยไปโรงเรียน เธอสาละวนอยู่กับการทำงานทั้งวัน มีทั้งงานในบ้าน งานในสวน กว่าจะลุล่วงเตรียมอาหารค่ำสำหรับลูกๆของเธอก็เย็น เธอรีบอาบน้ำและเตรียมตัวออกไปทำงาน เธอรับสอนหนังสือ กวดวิชา นั่นเป็นรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัวและลูกๆ เธอทำงานสัปดาห์ละห้าวัน เธอไม่เคยปริปากบ่นคำใดแม้ว่าจะต้องเดินทางไกล เมื่อกลับมาถึงบ้าน เห็นลูกๆทานข้าวแล้วกำลังอ่านหนังสือ ใบหน้าที่อิดโรยของเธอฉายแววแห่งความสุข

หน้าบ้านของเธอมีที่โล่ง ลานกว้างเต็มไปด้วยปลา เธอซื้อปลามามากมาย ล้างและชำแหละออกตากเพื่อเป็นอาหารของลูกๆ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ เธอสวมหมวกปีกกว้างออกไปกลับปลาให้สุกแห้งทั่วตัว ปลาได้ที่แล้วและเก็บไว้ในตะกร้าหมดแล้ว

เธอเริ่มนำมะเขือเทศออกมาเคี่ยวน้ำตาลและนำออกไปตากจนเต็มลาน เย็นนี้ลูกๆของเธอจะมีมะเขือเทศแห้งเป็นขนมรับประทานเล่น

บนเตามีแกงฟักทองหม้อใหญ่ มันกะทิลอยเต็มหน้าเป็นสีแดงของพริกแกง ฟักทองเนื้อแน่นสีเหลืองสวยงามทั้งลูกที่เธอสู้อุตส่าห์นำกลับมาจากตลาดเมื่อเช้านี้ มันลงไปต้มเดือดอยู่ในหม้อหมดแล้ว

ห้องเก็บของภายในบ้านอัดแน่นด้วยของจำเป็นต่างๆ เธอซื้อยาสีฟันครั้งละ 12 กล่อง ไม่ว่าจะเป็นกระดาษชำระ หรือไม้ขีดไฟห่อใหญ่ หรือเครื่องกระป๋อง ทั้งถ่านหุงข้าว, ไม้กวาด เธอซื้อทีละสิบสองโหล เธอบริหารจัดการเพื่อให้ลูกมีกินมีใช้อย่างพอเพียง

จากมือที่เรียวงามกลับกลายเป็นมือที่หยาบใหญ่ เธอไม่มีเงินทองมากมายที่จะให้ แต่เธอมีความรักความห่วงใยเต็มหัวใจ ใครจะคาดได้ว่าสมบัติเพียงเล็กน้อยที่เธอหอมรอมริบไว้จะเป็นทุนรอนให้ลูกทั้งสองคนในภายภาคหน้า หากจะใครถามเธอว่าเธอเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ได้อย่างไร เธอส่งลูกจนถึงฝั่งฝันได้อย่างไร เธอจะตอบว่าฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่เข่าของฉันที่คุกลงอ้อนวอนขอพระเจ้านำ ฉันแน่แก่ใจว่าทุกคำทูลขอของฉัน พระองค์ทรงรับไว้และทรงทำส่วนของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ เกินกว่าที่ฉันขอไว้มากมาย

หากใครจะถามว่าฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่ที่ไหน เธอจะรีบบอกทันทีว่า ดูซิ ดูลูกของฉันทั้งสองคน เขาเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์

แม้วันนี้เธอไม่สามารถคุกเข่าลงอ้อนวอน แต่เธอก็ยังไม่หยุดอ้อนวอน มือคู่นั้นไม่ได้ปั้นไม่ได้ตกแต่งลูกน้อยของเธออีกต่อไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับจากวันแรกที่ลูกของเธอจดจำได้ คือสายตาเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใย

เขียนในวาระครบรอบวันเกิดปีที่ 84 ด้วยความรักและขอบพระคุณ

Proverb 31.10-31
A truly good wife is the most precious treasure a man can find!
Her husband depends on her, and she never lets him down.
She is good to him every day of her life,
and with her own hands she gladly makes clothes.

She is like a sailing ship that brings food from across the sea.
She gets up before daylight to prepare food for her family and for her servants.
She knows how to buy land and how to plant a vineyard, and she always works hard. She knows when to buy or sell, and she stays busy until late at night.

She spins her own cloth, and she helps the poor and the needy.
Her family has warm clothing, and so she doesn't worry when it snows.
She does her own sewing, and everything she wears is beautiful.
Her husband is a well-known and respected leader in the city.

She makes clothes to sell to the shop owners.
She is strong and graceful, as well as cheerful about the future.
Her words are sensible, and her advice is thoughtful.
She takes good care of her family and is never lazy.

Her children praise her, and with great pride her husband says,
"There are many good women, but you are the best!"
Charm can be deceiving, and beauty fades away, but a woman who honors the LORD deserves to be praised.
Show her respect, praise her in public for what she has done.

krabuay.jpg

คนโฑหรือกระบวย

 

วันที่ผมขึ้นไปเที่ยวบนวัดพระธาตุดอยเวียง  ผมเห็นคนโฑน้ำหลายใบตั้งอยู่ข้างพระพุทธรูปและมีกระบวยไม้ขุด   ผมจำได้ว่าตอนผมเป็นเด็กที่บ้านก็มีคนโฑน้ำแบบนี้ และต่อมาคุณตาก็เอามาให้อีกใบหนึ่งเป็นสีดำ  ผมพยายามนึกอยู่ว่ามันหายไปไหนหมด  ผมคงต้องไปค้นหาออกมาเสียแล้ว

 

ทั้งคนโฑและกระบวยไม้เป็นภาชนะใส่น้ำ  คนโฑน้ำปั้นขึ้นจากดินและเผาจนสุก  ช่างที่ปั้นคนโฑมักจะทำลวดลายไว้บนคนโฑและเมื่อเผาเสร็จแล้วก็จะมีการนำมาย้อมเป็นสีแดงบ้าง ดำบ้าง  ปากคนโฑมักจะทำไว้แคบเพื่อให้น้ำที่เก็บไว้ไม่ระเหยออกไปง่าย  น้ำที่เก็บไว้ในภาชนะดินเผาจะเย็นเพราะเนื้อดินมีรูพรุนที่จะให้น้ำระเหยผ่านพื้นผิวดินเผาได้  การระเหยเป็นการคายความร้อนแฝงในขณะที่น้ำเปลี่ยนสถานะ 

 

กระบวยไม้ มีรูปทรงคล้ายกับโถปั่นน้ำผลไม้ คือมีเชิง มีหูจับ  ทำจากไม้ท่อนเดียวที่นำมาขุดจนได้รูปร่าง  โดยส่วนใหญ่กระบวยจะมีผิวที่หยาบเห็นลายไม้ชัด และไม้จะแห้งและหดตัวแข็งเต็มที่ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป  กระบวยไม้นอกจากจะไว้ตักน้ำแล้วยังนำไปใช้ตวงของอื่นๆได้ด้วย

 

ผมเห็นทั้งคนโฑน้ำและกระบวยไม้วางอยู่ด้วยกัน  ทั้งสองสิ่งสามารถบรรจุน้ำได้เหมือนกัน  ดินที่เผาด้วยอุณหภูมิสูงหากรีบนำออกจากเตาเพื่อลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วมักจะแตกและไร้ค่า  แต่หากบ่มไว้ให้สุกจนได้ที่แล้วจะได้เนื้อที่แกร่ง เนื้อของคนโฑจึงแข็ง มีความหนาแน่นกว่าไม้เป็นไหนๆ  และนอกจากนี้ในเนื้อดินเผาก็ยังมีรูพรุนให้เก็บน้ำได้   แต่เนื้อดินเผาที่แข็งแกร่งกว่าเนื้อไม้นั้นกลับเปราะหากได้รับแรงกระแทกหรือทำตกมักจะแตก   กระบวยไม้ทำจากวัสดุที่เป็นไม้  หากใช้ไม้เนื้ออ่อนมาแกะก็จะทำการแกะได้ง่ายแต่เนื้อไม้จะแตกตามแนวยาวเมื่อไม้แห้งและหดตัว  กระบวยที่แกะจากไม้เนื้อแข็งจึงทนทานกว่า  ความแข็งของเนื้อไม้ทำให้แกะและกลึงยากกว่า   ไม้มีความถ่วงจำเพาะต่ำจึงทำให้เบาและลอยน้ำ  โอกาสที่จะตกแล้วแตกก็มีน้อยกว่าที่เป็นดินเผา  แมลงหลายชนิดเช่นมอดปลวกสามารถทำลายไม้เนื้ออ่อนได้  แม้มันไม่สามารถทำลายไม่เนื้อแข็งเช่นไม้สักได้ก็ตาม แต่ไม้ก็สามารถติดไฟได้ น้ำที่อยู่ในกระบวยไม้ระเหยเร็วกว่าน้ำในคนโฑเพราะปากกระบวยกว้าง  เนื้อไม้ไม่มีรูพรุนทำให้น้ำที่เก็บอยู่ในกระบวยไม่เย็นเช่นน้ำในคนโฑ

 

คนเรามีหลายประเภท หลายคนที่เราเห็นว่าเขาแกร่งแต่กลับเป็นคนเปราะบางเหมือนคนโฑ   บางคนที่ดูหยาบกระด้างเช่นลายไม้กลับแกร่งกว่าที่เราคิด สามารถเอาตัวรอดลอยผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายได้เหมือนไม้ที่ลอยน้ำ  เรามักเห็นผู้ใหญ่ที่ผ่านประสพการณ์ชีวิตมีท่าทีที่สงบเยือกเย็นแกร่งเหมือนคนโฑ แต่การแสดงออกก็นิ่งเย็นเหมือนน้ำที่รินออกมา  เราจะเห็นคนหลายคนไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ปล่อยให้มอดปลวกมากัดกินและกร่อนไปจนกลายเป็นคนใช้การไม่ได้  บางคนนำชีวิตเข้าไปเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการพนัน ยาเสพติดเหมือนเล่นกับไฟ 

 

เรามักได้ยินคำคมที่กล่าวว่า ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้   เราแต่ละคนได้รับการเสริมสร้างขึ้น บ้างก็เป็นคนโฑ, บ้างก็เป็นกระบวยไม้   ประสพการณ์ทำให้มีคุณสมบัติทางสติปัญญา, อารมณ์และพฤติกรรมต่างกันออกไป  แน่นอนที่บางอย่างเป็นจุดเด่นที่ดีและมีบางอย่างกลับเป็นจุดด้อย   ไม่มีอะไรที่จะมาวัดว่าคนโฑหรือกระบวยจะดีไปกว่ากัน หรือมีคุณค่ามากกว่ากัน  แต่อยู่ที่ในสถานการณ์ใดอันไหนจะใช้งานได้เหมาะสมกว่ากัน  คงไม่มีใครใช้คนโฑไปตักน้ำใส่ตุ่ม และไม่มีใครใช้กระบวยไม้มาเก็บน้ำไว้ต้อนรับแขก  ถ้าโลกนี้มีแต่คนโฑจะเป็นเช่นไร และถ้ามีแต่กระบวยจะเป็นเช่นไร  การเลือกทำสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด   การที่เรารู้ว่าจุดเด่นของเราอยู่ที่ไหนจะช่วยให้เราพัฒนาและใช้มันไปในทางที่ถูกจะเป็นประโยชน์กับตัวเราและสังคมที่เราอยู่  การยอมรับในจุดด้อยของเราและการชื่นชมกับจุดเด่นที่คนอื่นมีจะทำให้ชีวิตเราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข  

 

ทั้งคนโฑและกระบวยไม้ก็มีคุณค่าในตัวมันเอง จึงไม่น่าประหลาดใจอันใดที่น้ำในภาชนะทั้งสองมีรสชาติที่แตกต่างกัน  เคมีของน้ำยังประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจนไม่เปลี่ยนแปลง แต่คุณสมบัติทางกายภาพของน้ำต่างหากที่ไม่เหมือนกัน

Across the sea
sailing2.jpg

I am sailing

(July 01, 2007)

 

เช้าวันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสยืนอยู่หน้าเวิ้งอ่าวที่อ่างศิลา  ท้องฟ้าสีครามสดใส  น้ำลดต่ำจนมองเห็นโขดหินและโคลนยาวหลายกิโลเมตร  เรือจอดเรียงกันเป็นตับอยู่บนเลนสองข้างท่าเรือที่ยื่นออกไป  เรือประมงเหล่านี้รอเวลาน้ำขึ้นที่จะนำเรือออกจากฝั่งอีกครั้งหนึ่ง   วินาทีนั้นผมนึกถึง I am sailing, I am sailing, Home again cross the sea

 

ร๊อด สจ๊วต ร้องเพลงนี้ได้อย่างน่าประทับใจ  เมื่อพิเคราะห์ดูเนื้อเพลงแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนเขียนเนื้อเพลงนี้เขียนบนความเชื่อของคริสเตียน   เรากำลังล่องเรือกลับบ้าน ข้ามฝั่งนทีสีทันดรเพื่อสู่การพักพิงนิรันดร์     การเดินทางของชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเลย  เราต้องฝ่าคลื่นลมประคองนาวาชีวิต คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธที่จะไม่ลงเรือได้ แต่จะข้ามฝั่งให้ปลอดภัยอย่างไรได้  สำหรับความเชื่อของคริสเตียนนั้น เราข้ามฝั่งเพราะเรามีความหวังรอเราอยู่เบื้องหน้า เป็นที่ซึ่งเราจะได้พักแนบใกล้และได้รับการปลดปล่อย  มีคำพูดประโยคหนึ่งที่มักได้ยินกันเสมอว่า “Life is tough”  นั่นเป็นความจริงที่เราทุกคนเผชิญหน้ากับความโหดร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น  ไม่ว่าความอดอยาก การแก่งแย่ง การเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัวลำพังเพียงแค่ปากท้องพอรับประทานไปวันหนึ่งๆก็ลำบากพอสมควรแล้ว แต่เรายังถูกกฏเกณฑ์และวัฏจักรของคนบางกลุ่มผลักดันให้เราเข้าไปอยู่ในวงจรของสังคม   ผู้เขียนเพลงนี้จึงพูดถึงความเป็นไท และอิสระที่เขาใฝ่หา  อิสระนั้นไม่เพียงฝ่ายร่างกายเท่านั้น แต่เป็นอิสระทางฝ่ายจิตวิญญาณ  คริสเตียนเชื่อว่า การได้พบพระเจ้าผ่านคนกลางที่ชื่อเยซูจะนำเรากลับบ้าน เป็นบ้านแรกเริ่มตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมา  เป็นสังคมครอบครัวดั้งเดิมที่มีความรัก และความเชื่อวางใจ  อิสระนั้นคือการที่เราได้รับการปลดปล่อยจากทาสความบาปนั่นเอง

 

หลายครั้งที่ชีวิตเราอยากบินขึ้นสูง บินได้ไกลเหมือนนกเพื่อเห็น เพื่อไปในที่ๆใจเราอยากไป นั่นคือได้ไปใกล้สัมผัสกับพระเจ้าที่อยู่เบื้องบน  ในเวลานั้น เราอาจกำลังเหนื่อย เราอาจกำลังท้อใจ และเราก็ร้องเรียกให้พระองค์ช่วยเรา  ในเวลาที่เหนื่อยที่สุด และกำลังจะหมดหวังเราอาจสงสัยว่าพระองค์ได้ยินเสียงของเราหรือไม่

 

มีอยู่สองสิ่งที่เตือนใจผมเสมอเมื่อผมหมดกำลัง เมื่อผมอยากหลุดพ้นจากพันธนาการ  หลายครั้งที่ผมรู้ว่าผมช่วยตัวเองไม่ได้ เวลานั้นเป็นเวลาดีที่สุดที่ผมจะหาพระองค์และให้ผมปรับกระบวนทัศน์ใหม่  คืนวันศุกร์เป็นเวลานัดหมายกับพี่น้องหลายคนในโบสถ์ที่จะอธิษฐานกันยาวหลายๆชั่วโมง  ผมได้รับการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณเมื่อได้เฝ้าพระองค์ร่วมกับคริสเตียนอื่นๆ เราร้องเพลงนมัสการด้วยกัน การร้องเพลงทำให้กำลังของเราคืนมา  เราได้ใช้ใจของเราจดจ่ออยู่ที่กับคำสอนในพระคัมภีร์  เราได้แลกเปลี่ยนกันเล่าประสพการณ์ และปัญหาต่างที่พบ  เวลานั้นมีปัญหานับร้อยปัญหาที่เราไร้ทางออก ตั้งแต่ปัญหาของชาติบ้านเมืองไปจนกระทั่งปัญหาส่วนตัว เราได้แต่อธิษฐานฝากไว้กับพระองค์    หลายชั่วโมงผ่านไปผมลืมปัญหาต่างๆของผมไปจนหมดสิ้น  สิ่งที่ผมเคยรู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่มาตลอดสัปดาห์มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เพราะผมมอบปัญหานั้นไว้กับพระองค์ ประสพการณ์ที่ผ่านมาสามสิบปีทำให้ผมรู้ว่าพระองค์ฟัง  ผมรู้สึกว่าปัญหาของคนอื่นหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หากผมต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนั้นผมจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร  พระเจ้าคืนกำลังและสติต่อเมื่อผมปรับกระบวนทัศน์ในการมองปัญหาของผมเองมาสู่การเห็นใจและเข้าใจในความอ่อนแอของคนอื่นผ่านสายตาของพระองค์

 

สายตาของพระเจ้ามองมนุษย์เท่าเทียมกัน  ไม่มีใครดีกว่าใครเพราะทุกคนเป็นคนบาป         ทั้งคนดีมากดีน้อยพระเจ้าให้น้ำฝนของพระองค์ตกลงมาเท่าเทียมกัน   พระองค์ให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนชั่วและคนดี   และส่งฝนให้ทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม  พระองค์ทรงรักเราทุกคน และอยากให้ทุกคนรักกันเหมือนอย่างที่พระองค์รักเรา  ความรักของพระเจ้าเป็นอย่างไร  ผมต้องไปยกเอาคำจำกัดความของความรักที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์มาไว้ตรงนี้ว่า 

ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่นและเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอและมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง  

 

ทำให้ผมเข้าใจเคล็ดลับสำคัญของการไปร่วมอธิษฐานกับผู้อื่นอีกประการคือ ผมกำลังลดความเห็นแก่ตัว คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองให้น้อยลง  ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้นคิดถึงคนอื่น  ผมเห็นสิ่งมากมายที่ตัวเองได้ทำไปอย่างน่าละอาย  ในทางกลับกันสิ่งดีที่ผมควรทำเพื่อคนอื่นผมกลับละเลยที่จะกระทำหรือเลือกที่จะทำกับคนเพียงบางคน  พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่าให้ทำดีแล้วผมจะได้บุญจะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องทำบุญแค่ไหนผมถึงจะกลับบ้านที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ได้ และความดีที่เราทำก็ไม่มากเพียงพอที่จะเป็นใบเบิกทางให้เราข้ามฝั่งกลับไปถึงบ้านได้  แต่การทำดีเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนต้องทำต่างหาก  สิ่งดีที่ทำถ้าเราไม่ได้ทำด้วยความรักก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่การที่ได้ใส่ใจของเราเจือลงไปในทุกสิ่ง ในการงาน ในครอบครัว ย่อมทำให้เราทำงานอย่างสัตย์สุจริต  อย่างเต็มกำลัง อย่างเห็นใจและเข้าใจคนอื่น  พระคัมภีร์จึงเตือนสติว่า แม้ข้าพเจ้าจะสละสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่   

 

ผมไม่สามารถที่จะอวดอ้างว่าผมดีแล้ว ทำดีกว่าคนอื่น ผมขอยึดเอาพระคัมภีร์เป็นไม้บรรทัดมาตรฐานที่ผมกำลังบากบั่นไต่ระดับขึ้นไป   วันนี้ ผมกำลังหัดแล่นเรือ กำลังบากบั่นตัดข้ามทะเลของโลกนี้ไปให้ถึงฝั่งข้างโน้นเพื่อกลับบ้าน   ผมอยากจะให้วันนี้ของผมดีกว่าเมื่อวานเพราะวันพรุ่งนี้อาจไม่มาถึงผม   ท่ามกลางหมอกของโลกนี้ที่หนาทึบ หลายคนอาจยังสนุกสนานอยู่ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นดวงไฟลิบๆที่ฝั่งโน้น  ผมจะตั้งเข็มทิศความเชื่อมั่นที่หนักแน่นของผมให้ตรง, มือผมจับหางเสือสำแดงความรักด้วยการประพฤติ และให้พระเยซูเป็นต้นเรือของความหวังใจมุ่งหน้ากลับบ้าน  ใจผมอยากเชิญชวนให้หลายคนให้ออกเดินทางไปด้วยกัน (เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย I am sailing แต่จบลงด้วย We are sailing) แต่จะมีใครได้ยินหรือได้เห็นเช่นที่ผมเห็น......     

 

I am sailing, I am sailing,
Home again
cross the sea.
I am sailing, stormy waters,
To be near You, to be free.

I am flying, I am flying,
Like a bird ’cross the sky.
I am flying, passing high clouds,
To be with You, to be free.

Can You hear me, can You hear me
Thro the dark night, far away,
I am dying, forever trying,
To be with You, who can say.

We are sailing, we are sailing,
Home again ’cross the sea.
We are sailing stormy waters,
To be near You, to be free.

Oh
Lord, to be near You, to be free.
Oh Lord, to be near You, to be free,

Oh Lord, to be near You, to be free,
Oh Lord.

 

(Sailing  ประพันธ์เนื้อร้องโดย Gavin Sutherland ในชุด Atlantic crossing  เมื่อ 6 กันยายน 1975  เป็นเพลงขึ้นลำดับหนึ่งของบิลบอร์ดติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และปรากฏอยู่ในชาร์ตถึง 34 สัปดาห์)

sailing1.jpg
To be near you, be with you