Make your own free website on Tripod.com
One day when I was young
Home
This is my stories
My early years
At teens
Undergrad at Kaset
Life in grad school
My career
My tips, your tips
The earth I
The earth II
Challen world
Show & shows
Beneath my wings
Hall of Frames

At teens

วัยแตกพาน ผีน้อยของผองเพื่อน

g8.jpg
Grade8, Amnuaysilpa student

หัวเลี้ยวหัวต่อ

 

ผมเริ่มชีวิตเด็กมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ถนนศรีอยุธยา  แม่ไม่เคยปล่อยลูกไปไหนตามลำพัง  ก่อนวันเปิดเรียน แม่พาผมซ้อมขึ้นรถเมล์สาย 9 หรือ 43 ไปลงสนามหลวง แล้วต่อรถสาย 49 หรือ 59 เพื่อไปโรงเรียน  พอถึงวันเปิดเรียน ผมก็ขึ้นรถเมล์ไปกับพี่สาว  พี่สาวผมเรียนที่สตรีวิทยา  ผมลงที่สนามหลวงเพื่อต่อรถไปโรงเรียนเอง   ต่อมาเมื่อผมชำนาญทางมากขึ้น  เพื่อนที่บ้านอยู่ภาษีเจริญแนะนำให้ผมขึ้นรถสาย 4 ก็ได้ หรือ 9 ก็ได้ไปต่อรถสาย 8 ที่ปากคลองตลาด   สมัยนั้นสะพานพุทธยอดฟ้ายังไม่มีสะพานคู่ขนาน ตอนเช้ารถติดมาก  ผมต้องเดินจากสี่แยกบ้านแขกเพื่อไปลงเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งปากคลองตลาด  ตอนนั้นยังมีวงเวียนนาฬิกาอยู่หน้าโรงเรียนศึกษานารี เรียกกันว่าวงเวียนเล็ก  การได้ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ เป็นอิสระที่ผมไม่ต้องถูกผู้ใหญ่ผูกมัด ผมเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่  

 

จากโรงเรียนประถมขนาดเล็กๆนักเรียนไม่กี่ร้อยคน ผมมาสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ที่มีนักเรียนชายล้วนเป็นพันคน  ผมได้อยู่ชั้นม.ศ. 1/5  ตอนมาสอบเข้าอำนวยศิลป์ เขาเชิญชวนให้บริจาคเข้ามูลนิธิ  ผู้ปกครองต่างกลัวว่าลูกของตัวเองจะเข้าไม่ได้ก็ใส่ตัวเลขกันเป็นเงินหลายพันบาท   แม่ใส่ตัวเลขลงไป 100 บาท เพราะแม่ไม่มีให้มากกว่านั้น แต่โรงเรียนก็รับผมเข้าเรียน   โรงเรียนอำนวยศิลป์เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนที่เรียนเก่งมากๆไปจนที่ซ้ำชั้นก็มาก  มีทั้งที่ร่ำรวยและยากจนมาจากทั่วกรุงเทพ  คะแนนสอบของผมจากแปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์จึงหล่นลงมาเหลือเจ็ดสิบต้นๆสร้างความหนักใจให้กับแม่ของผมมาก  กว่าที่ผมจะปรับตัวได้ก็เทอมปลาย

 

ครูประจำชั้นของผมเป็นครูร่างเล็ก ผอมเกร็ง ชื่อครูอภิชาต  ผมสายตาสั้นเลยได้นั่งหน้าสุด  เป็นตำแหน่งที่ดีเพราะครูจะมายืนสอนที่โต๊ะผมพอดี  บางทีผมก็ต้องคอยหลบน้ำลายครูที่กระเด็นลงมาที่โต๊ะด้วย  ไม่ว่าผมจะแอบทำอะไร ครูมักจะไม่เห็นแต่จะมองข้ามไปลงโทษนักเรียนเกเรที่มักไปสุมกันที่ท้ายห้อง   เวลาพักในห้องเรียนจะมีวงปั่นแปะหลายวง  มีเครื่องโยกสล๊อตแมชีนเล็กๆ  อีกมุมก็มีมุมสูบบุหรี่แล้วก็มุมดูหนังสือปกขาว    ทุกมุมเป็นมุมที่ผมเข้าไปดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ  แต่เพื่อนๆกลับไล่ผมออกมา ไอ้แว่น มึงไปไกลๆเลย เดี๋ยวใจแตกเสียเด็ก  บางทีเวลาที่เพื่อนเล่นปั่นแปะได้ตังค์มาก็จะเอามาแจกผมด้วยครั้งละ 7-8 บาท  ผมก็รับสินบนอยู่บ่อยๆเป็นค่าปิดปากไม่บอกครู  เงินเจ็ดแปดบาทพอสำหรับค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียนสองวัน   ที่โรงอาหารโรงเรียนเป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนุกสนาน  วันไหนมีคนทะเลาะวิวาทกัน  วันนั้นเป็นวันที่เด็กเล็กอย่างผมวิ่งหัวซุกหัวซุนหลบกันอยู่ใต้โต๊ะ  เพราะจะมีคนร่อนจานกินข้าวกันว่อนทั้งโรงอาหารหลายสิบใบ พร้อมกับเสียงโห่เป่าปากและเสียงจานสังกะสีตกกระทบพื้น  ครูผู้ปกครองมาเมื่อไหร่ถึงจะสงบลง   เนื่องจากผมเป็นเด็กใส่แว่นเหมือนเด็กเรียน นั่งแถวหน้า  เพื่อนๆจะดักรอผมหน้าโรงเรียนตอนเช้า ฝากหนังสือปกขาวบ้าง บุหรี่ ไม่ก็ฟุตเหล็กและอาวุธต่างๆเพราะรู้กันว่าครูไม่ตรวจกระเป๋าไอ้แว่นแน่ๆ  ห่างจากโรงเรียนไปสองป้ายรถเมล์ทางหัวถนนพญาไทเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง  โรงเรียนเอกชนชื่อดังที่เป็นคู่ปรับ  คำร่ำลือต่างๆในโรงเรียนทำให้ผมขยาดที่จะเดินไปทางสี่แยกพญาไท 

smallping100.jpg
At 14

มาเป็นเด็กวัด

 

ผมเรียนที่อำนวยศิลป์ได้เพียงปีเดียวแม่ก็ให้ย้ายโรงเรียน เนื่องจากผลการเรียนผมไม่กระเตื้องเท่าที่ควร กว่าผมจะเอ้อระเหยกลับถึงบ้านก็หกโมงเย็น  เสาร์อาทิตย์เป็นวันที่ผมออกไปบ้านเพื่อนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งพระนคร และแม่หมดเงินไปกับผมเยอะมาก   แม่ฝากผมเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ผมเข้าไปเรียนชั้น ม.ศ.2/2  การเรียนของผมจากเจ็ดสิบกว่าขยับเป็นแปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์และสอบได้ที่หนึ่ง  การแข่งขันในโรงเรียนวัดไม่รุนแรงเหมือนโรงเรียนใหญ่ที่มีชื่อเสียงทางฝั่งพระนคร และสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปหมด  อย่างน้อยก็ไม่มีวงปั่นแปะ ยาสูบ หนังสือโป๊ที่ดูกันโจ๋งครึ่ม มีแต่แบบแอบๆ   ผมได้นั่งหน้าเหมือนเดิม  กระเป๋านักเรียนของผมก็ยังเป็นที่รับฝากของสำคัญ ของเพื่อนๆเหมือนเดิม และทุกครั้งที่ครูเรียกออกไปเข้าแถวข้างนอกแบบสายฟ้าแลบ กระเป๋าผมจะไม่โดนตรวจ  ผมทราบเพราะผมจะเห็นของสำคัญอยู่ข้างในเสมอเมื่อกลับเข้ามาในห้อง  บางทีก็โมโหเพื่อนเหมือนกัน ถ้าครูที่ไม่ประจำชั้นมาสุ่มเปิดเจอ ผมจะทำไงดี  

 

โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนอกแตก  โรงเรียนเดิมอยู่ข้างวัด เป็นที่ทำงานของฝ่ายบริหารและนักเรียนชั้น ม.ศ. 3-5  ระบบการแบ่งปีเรียนสมัยผมเป็น 7-3-2  ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่ใช้ระบบ 6-3-3  นักเรียนชั้นม.ศ. 1-2 จะเรียนในบริเวณสองซึ่งต้องเดินผ่านวัดผ่านชุมชนเข้าไปอีก 500 เมตร  อาคารเรียนบริเวณหนึ่งจะมีตึกเรียนไม้โบราณ 2 หลัง  อาคารไม้ที่ข้างบนเป็นห้องสมุดและด้านล่างเป็นหอประชุม โรงอาหาร    ส่วนอาคารเรียนบริเวณสอง เป็นอาคารไม้สองชั้น จำนวน 3 หลัง  2 หลังเป็นอาคารเรียน อีกหนึ่งหลังเป็นห้องสมุดและโรงอาหาร และมีโรงงานอีกหนึ่งหลัง  เวลาเดินมาจากบริเวณหนึ่ง จะเข้าบริเวณสองที่ประตูด้านหลัง เพราะประตูหน้าบริเวณสองเป็นด้านที่เข้ามาจากถนนเพชรเกษม   สีของโรงเรียนคือสีม่วง-เขียวตอง  ชุดกีฬาจึงเป็นเสื้อสีเขียวตองอ่อนและกางเกงสีม่วง  ชุดนักเรียนเป็นเสื้อขาว กางเกงสีกากี โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนชายล้วน ผมถูกนับอยู่ในนักเรียนนวลนรดิศ รุ่นที่ 83 (รุ่นที่เข้าปีการศึกษา 2515 และจบมัธยมปลายปีการศึกษา 2519)   ปัจจุบันโรงเรียนมีอายุ 121 ปี (ในปี 2554 โดยก่อตั้งเมื่อ 9 สิงหาคม 2433)  ผมเพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้เองว่าโรงเรียนของผมเปลี่ยนไปเป็นสหศึกษาตั้งแต่ปี 2538  ชุดนักเรียนชายเปลี่ยนจากกางเกงสีกากีเป็นสีดำ    วิชานอกหลักสูตรของโรงเรียนวัดจะต่างจากโรงเรียนเอกชน  จากที่ผมเรียนวิชาทางธุรกิจ เช่น ลูกคิด พิมพ์ดีด สไลด์รูล (slide ruler)  ผมมาเรียนวิชาช่าง เช่นการเชื่อมโลหะ วิชาไฟฟ้า วิชาก่อสร้าง   วิชาเหล่านี้เป็นประโยชน์ติดตัวมา และผมได้ใช้ความรู้ต่างๆเหล่านี้มาซ่อมบ้านผมเองในเวลาต่อมา  ผมทำเองตั้งแต่เดินสายไฟใหม่แทนของเดิมที่หมดอายุ เดินท่อประปา  กะเทาะและฉาบผิวกำแพงที่หมดอายุ    ผมมีอาจารย์ประจำชั้นชื่อ อาจารย์ปราณี ทองดี  ครูหน้าไม่ค่อยยิ้ม เสียงดุๆ สอนวิชาสังคมศึกษาและศีลธรรม

g10.jpg
At 15, Grade 10 student, Wat Nuannoradis high school

ข้ามฟาก

 

ผมเรียนอยู่บริเวณสองอยู่หนึ่งปี  เมื่อข้ามฟากมาเรียนที่บริเวณหนึ่งผมมาเรียนห้อง 3/1 สำหรับเด็กห้องคิง   การได้ข้ามฟากเป็นเรื่องแปลกใหม่ รู้สึกว่าเราโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ผมเดินไปโรงเรียนน้อยลงไปหลายร้อยเมตร  ปกติผมจะเดินจากบ้านตลาดพลู  ย้อนถนนเทอดไทผ่านโรงเรียนพรประสาทวิทยาแล้วเลี้ยวขวาผ่านวัดขุนจันทร์ ผ่านวัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำเพื่อข้ามประตูระบายน้ำ ผ่านซอยที่เป็นเรือนแถวไม้เป็นร้านค้าและตลาดชุมชนออกไปก็จะเจอกับรั้วโรงเรียน   ระยะทางจากบ้านผมไปถึงโรงเรียนประมาณสามกิโลเมตร ผมเป็นคนเดินเร็ว ใช้เวลาเดินประมาณสี่สิบนาที  ระหว่างที่เดินถ้าเจอเพื่อนๆระหว่างทางก็เดินคุยกันไป  ถ้าวันไหนฝนตกหรือสาย ผมจะนั่งรถประจำทางไปสุดสายที่ท่าน้ำภาษีเจริญ แล้วเดินข้ามประตูน้ำไปก็จะถึงโรงเรียน  ส่วนตอนเย็นก็ไม่ต้องรีบนัก ผมสามารถเอ้อระเหยแวะบ้านเพื่อนมั่ง  เพื่อนพาเดินลัดเลาะไปตามซอยเล็กซอยน้อยจนผมรู้จักย่านนั้นทะลุปรุโปร่ง  

 

ชั้น 3/1 เป็นอาคารไม้เก่าแก่สองชั้น ผมอยู่ชั้นสอง ห้องของผมเป็นห้องที่ติดกับห้องอาจารย์ใหญ่และห้องธุรการของโรงเรียน  จะมีบันไดไม้ขึ้นมาถึงหน้าห้องพอดี  ความซนของเด็กอายุสิบห้าปีมักจะโดนอาจารย์เข้ามาดุเสมอๆ   ครูประจำชั้นผมชื่อ แสงทอง อรุณ   มีอาจารย์อีกสองท่านคือ อาจารย์ชวนพิศ โภคา และอาจารย์บุญมา รัตนอุบล  ท่านหนึ่งใจดี อีกหนึ่งท่านดุระเบิดเลย  แต่ทั้งสองท่านแม้จะไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำชั้น แต่ท่านรักและอบรมเด็กซนๆอย่างเราเสมือนครูประจำชั้น  เวลาที่อาจารย์แสงทองเครียดกับความซนและเสียงดังของเราจนโดนอาจารย์ใหญ่ตำหนิ อาจารย์ประจำชั้นของผมจะพูดสั้นๆและออกไป  สักพักหนึ่งอาจารย์ชวนพิศก็จะเข้ามาเหมือนน้าสาวใจดีแต่พูดยาวมาก  อีกสักพักมาแล้ว คุณป้าผู้เข้มงวดเดินฉับๆเข้ามาอย่างกับพายุและเราก็ต้องเริ่มฟังใหม่เป็นรอบที่สาม  ผมได้นั่งคู่กับนายปวยกัง (ตอนนี้เป็นแพทย์เฉพาะทางออร์โธปิดิกส์ไปแล้ว)  การเรียนของผมดีขึ้นมาก ป่วยกังสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียน ผมได้ที่สอง ผมยอมรับว่าเขาไบร์ทมากๆในวิชาคำนวณ  ข้างหน้าผมคือณรงค์ชัยนั่งคู่กับทองดี  ผมเรียนได้ล้ำเลิศมากจากที่สอง เทอมต่อมาผมก็สอบได้ที่สาม และที่สี่

 

ตอนผมอายุสิบห้าปีผมเกิดอุบัติเหตุสองครั้ง  ไปโดนหมาบ้านแดงเพื่อนที่พรประสาทกัดเอาตอนปิดภาคฤดูร้อนจนผมกระเพลกไปเป็นเดือน  และในปลายเทอมต้น ผมตกจากบาร์คู่ทำให้แขนซ้ายผมเดาะและงอผิดรูปตั้งแต่นั้นมา ชั่วโมงพลศึกษาเป็นชั่วโมงที่สนุกที่สุดและทุกข์ที่สุด   เอาเรื่องทุกข์ก่อน เนื่องจากเราต้องเล่นอะไรที่เราไม่ชอบไม่ถนัดแล้วมันยาก อยากให้หมดชั่วโมงเร็วๆ  ผอมกระหร่องไม่มีแรงอย่างผมต้องมาหัดยิมนาสติก  แล้วก็ชกมวยสากล  แต่ในท่ามกลางความไม่สนุกบางครั้งก็เป็นผลดี  ผมเป็นเด็กผอมสูง   เวลาเปรียบมวยจากน้ำหนักแล้ว คู่ชกของผมเตี้ยกว่าผม 20 ซม. ในที่สุดผมถึงเวลาสอบเอาคะแนน ครูให้ชกสามยก ยกละสามนาที  ผมเลยไม่ต้องชกสอบ แต่เป็นกรรมการเวลา ช่วยครูจัดตารางชก เตรียมสถานที่   ความสนุกที่สุดอยู่ที่ครูมักจะปล่อยก่อนเวลา 15-20 นาที  โรงเรียนผมติดคลองบางหลวง เป็นเวลาที่พวกผมเหลือแต่กางเกงในสีแดงแปร๊ด กระโดดเล่นน้ำกัน  วันไหนผมเล่นน้ำคลองผมจะแอบๆเอาเสื้อผ้าที่เปียกชื้นซักเองไม่ให้แม่รู้ เพราะในคลองบางหลวงมีเรือหางยาววิ่งไปมาเยอะ  ผมอย่างเก่งก็ว่ายข้ามคลองกลับไปกลับมา  ไม่ก็ดำน้ำไปแกะหอยขมที่จับอยู่ข้างเขื่อนใต้น้ำ เพื่อนผมบางคนจะเกาะเรือโยงเล่นแล้วว่ายกลับ ผมไม่กล้าเพราะมีคนบอกว่ามันวิ่งช้าก็จริงแต่มีแรงดูดใต้น้ำที่แรง คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น อาจารย์จรัล ทองอุทิศ จะโยนมะพร้าวลูกหนึ่งให้หัดเกาะหัดว่ายและตีขากระทุ่มน้ำ  ตอนที่ข้ามฟากไปใหม่ๆ เขื่อนเดิมพังหมดแล้วจนน้ำเซาะเข้ามาถึงโคนต้นมะม่วง  รากมะม่วงเลยเป็นที่ห้อยโหนอย่างดี  โรงเรียนทำเขื่อนและรั้วใหม่ เราเลยไม่มีที่เล่นริมน้ำอีกต่อไป

 

ชั้นม.ศ.3 เป็นชั้นที่เฮี้ยวมาก  เด็กผู้ชายพอไม่มีอะไรทำก็จะหาเรื่องแอบนินทาครู บางทีเราก็จะแอบตั้งฉายาให้ครู  อย่างอาจารย์เริ่ม วิบูลย์พานิช ครูชอบใส่รองเท้าสีขาว  เวลาครูมา โกวิทซึ่งนั่งติดประตูจะเป็นต้นห้องตะโกนว่า รองเท้าขาวมาแล้ว เป็นอันว่ารู้กันว่าเลิกเล่นเพราะครูมาแล้ว  เวลาครูเริ่มสอนภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์เป็นเวลาที่เราจดเลคเชอร์ไม่เคยได้เลย ผมจำศึกเก้าทัพได้แม่นมากเลยว่ากระดานดำสองกระดานใหญ่ ครูเขียนเส้นระโยงระยางเสียจนเวียนหัวไปหมด  ท่าจับชอล์คของครูเหมือนกลัวชอล์คเจ็บและครูเขียนเบามือมาก   ครูบางคนก็ได้รับสมญาค่อนข้างทะลึ่งสักหน่อยตามการแต่งกาย เลยเป็นบทเรียนให้ผมอย่างว่า อย่าสวมกางเกงที่ฟิตเกินไปจนเป็นเป้าสายตา  โรงเรียนผมมีครูพละสองท่านและครูพละฝึกหัดหนึ่งท่าน  ถ้าพูดถึงเปเล่ ก็จะทราบกันทันที่ว่าคืออาจารย์จรัล ทองอุทิศ  ครูเล่นกีฬาเก่ง ตัวใหญ่ ผมหยิกคล้ายเปเล่มาก  ส่วนครูพละฝึกหัดที่มาสอนหลายคนกลับไม่เป็นที่ประทับใจและเป็นที่รักของนักเรียนเหมือนครูเปเล่  ครูจึงเป็นที่ปรึกษาของนักเรียนที่อยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของวัย เป็นครูผู้ปกครองไปโดยปริยาย   ที่โรงเรียนของผมมีรองอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปกครอง  อาจารย์ทองเจือ ชงบางจาก เป็นอาจารย์ที่ตัดผมสั้นเกรียน ผมสีดอกเลา  เป็นอาจารย์เก่าแก่และกำลังจะเกษียณ  น้ำเสียงของอาจารย์เข้ม แต่ลูกตาอ่อนโยนผิดกับท่าทาง  อาจารย์มักแต่งกายด้วยชุดสีกากี ในขณะที่อาจารย์ท่านอื่นจะสวมเสื้อเชิตสีอ่อน กางเกงดำหรือสีเข้มผูกเน็คไท   เด็กที่ไม่รู้บางทีนึกว่าอาจารย์เป็นภารโรง  เวลาพูดก็จะไม่ได้ให้ความเคารพเท่าที่ควร อาจารย์ก็ไม่ว่าอะไรสักคำ เพียงยกมือเขกกระโหลกแรงๆหนึ่งทีเป็นการเรียกสตินักเรียนให้คืนมา

 

ความสนุกของการเรียนโรงเรียนวัดที่มีพื้นอาคารเป็นพื้นไม้อีกอย่างก็คือ ทุกเทอมเราจะมีการลงแวกซ์พื้นกัน  พื้นจะเป็นมันและลื่นให้ลากเล่นกันได้  ใต้ถุงเท้าสีน้ำตาลของพวกเราจะพื้นดำปี๋เลยเพราะเล่นผลักไถกันทั้งวัน  ถ้าเดินไม่ดีก็มีสิทธิ์ลงไปวัดพื้นกันได้  แต่พวกที่อยู่ห้องด้านล่างเป็นพื้นปูนจะไม่เจออย่างห้องที่อยู่ชั้นบน   เมื่อผมอยู่ชั้นม.ศ.3 ผมเป็นหัวหน้านำสวดมนต์ทุกเช้า และแล้วก็มีเช้าวันหนึ่งที่ผมมาบอกคุณครูว่า ผมจะไม่นำสวดมนต์อีกแล้ว เพราะผมนับถือคริสต์  ครูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เวลาสวดมนต์ตอนเช้า เพื่อนๆผมแกล้งผม  ผมโดนเพื่อนแกล้งจนจบชั้นมัธยมฯ ถึงขนาดที่ใน  สมุดเฟรนด์ชิปตอนอำลาชีวิตมัธยม เพื่อนก็ยังเขียนแซวเรื่องผมไม่พนมมือสวดมนต์อีก

 

เมื่อผมมาเรียนที่วัดนวลฯ ในห้องผมมีกระเทยหนึ่งคน (ในโรงเรียนมีประมาณ 5-6 คน)  วันกีฬาสีจะเป็นวันที่เพื่อนๆเหล่านี้ได้ปลดปล่อย  คงศักดิ์เป็นคนขยัน แต่จริตนี่สุดๆเลย  บางวันก็จะแต่งหน้ามาด้วย ถ้าวันนั้นจ๊ะเอ๋กับอาจารย์บุญมา  คงศักด์อาจเจอแปรงลบกระดานต่างพัฟผัดหน้า เจอชอล์คสีต่างอายชาโดว์   มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานัดกันหลังชั่วโมงพละว่าจะช่วยกันเปลื้องผ้าเพื่อนสาวของเรา  ที่จะช่วยกันนี่เป็นเพราะพละเป็นชั่วโมงสุดท้ายของวัน เราจะปิดประตูเปลี่ยนเสื้อผ้ากันในห้องอยู่แล้ว  เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อนสาวของเราชอบพับขอบเอวกางเกงบอลล์ลงไปแล้วก็มาเต้นส่ายสะโพกยั่วเย้าเพื่อนหน้าห้อง  ผู้ชายสิบกว่าคนตกลงใจว่าเราจะไม่แค่งับประตูอย่างเดียว แต่เราจะลงกลอนเลย  ปรากฏว่าผู้ชายสิบกว่าคนเอาไม่อยู่ครับ เพื่อนสาวของเราทั้งดิ้นทั้งถีบและกรีดร้อง เสียงโต๊ะล้มเสียงถีบข้างฝาดังสนั่น  วันรุ่งขึ้นเราโดนทำโทษกันทั้งห้อง  ตอนนี้คิดถึงเพื่อนคนนี้จัง ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้างแล้ว ไม่เจอกันตั้งแต่จบชั้น 3/1 ทราบแต่เพื่อนไปเรียนวิทยาลัยครูเพราะไม่ต้องเรียนรด.และครูไม่ต้องเกณฑ์ทหาร

ยังไม่รู้จักตัวเอง

 

เมื่อผมจบมัธยมต้น ผมเรียนต่อมัธยมปลายที่วัดนวลฯ  ผมได้รับทุนเรียนดี 600 บาท เป็นทุนที่ให้กับนักเรียนที่สอบอันดับที่ 1-10 และเลือกเรียนต่อที่นี่  ผมกับป่วยกังแยกกัน เพราะเขากระจายนักเรียนที่เรียนดีออก เป็นศิลป์หนึ่งห้อง ศิลป์คำนวณหนึ่งห้อง และวิทย์สามห้อง  ป่วยกังซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นดุสิต ไวบูรณ์ และผมเลือกสายวิทย์ เลยโดนจับแยกกันอยู่คนละห้อง  ผมย้ายอาคารเรียนไปอีกอาคารหนึ่งได้ อ.วณี บางท่าไม้, อ.วรรณพร สงวนสัตย์ และอ.วรณัฏฐ จันทเขตเป็นอาจารย์ประจำชั้น  ผมกลับมาเจอเพื่อนๆที่อยู่ม.ศ.สองด้วยกันอีกหลายคนและเรียนด้วยกันจนจบชั้นมัธยมปลาย  การเรียนในชั้นมัธยมปลายยากกว่าการเรียนมัธยมต้นมาก  เพราะเรียนลึกลงไปเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เพื่อนๆผมพากันไปเรียนกวดวิชา เรียนเคมี ฟิสิคซ์กับอ.สกล ส่วนภาษาอังกฤษก็ไปเรียนกับอ.สงวนที่แถวเสาชิงช้า  ส่วนผมไม่สนใจเรื่องเรียนพิเศษ แค่เรียนในห้องเรียนก็พอแล้ว  มากกว่านี้ไม่ไหวเพราะผมขี้เกียจมาก  ผมใช้เวลาว่างไปโบสถ์ตลาดพลู  ไปทำงานเป็นบรรณารักษ์ ออกวารสารอนุชน  และเข้าแต่ห้องสมุดของโรงเรียนจนผมสนิทชิดเชื้อกับอาจารย์บรรณารักษ์เป็นอย่างดี  ผมอ่านสารานุกรมเป็นเล่มๆเพราะผมได้ความรู้มากมายอย่างที่ไม่มีในตำราเรียน   การเรียนผมค่อนข้างดี และแล้วผมก็ได้รับคัดเลือกให้ไปแข่งขันตอบปัญหาทางสังคมศาสตร์และแข่งขันภาษาอังกฤษของเชลล์กับดุสิตและวิสุทธิ์เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของผม  ไปแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์กับดุสิตและธนู   ช่วงก่อนการไปตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ อ.บุญมา ที่เข้มงวดเข้ามาเป็นติวเตอร์ให้อีก  อาจารย์จะนัดวันเสาร์ให้มาอ่านหนังสือกับติวให้  ใต้ต้นมะม่วงที่อยู่ที่เขื่อนริมน้ำเป็นที่ๆผมกับเพื่อนจะมานั่งอ่านหนังสือซักซ้อมความรู้ที่จะไปตอบปัญหากัน  แต่มีบางครั้งที่เราก็อยากคุยเล่นกันมั่ง หรือมีอะไรที่ทำให้สมาธิแตกซ่าน  เป็นต้นว่าวิ่งไล่กวดสุนัขกำลังขึ้นขี่กันอยู่โดยไม่รู้ว่าอาจารย์มองตาเขียวลงมาจากห้องพัก  มีบางครั้งที่อาจารย์แอบย่องมาแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเวลาที่กำลังเมาท์เรื่องอาจารย์  มาสะดุ้งก็ตอนเสียงอาจารย์ผ่ากลางวงเข้ามา มัวแต่นินทากันอยู่นั่นแหละ.....    

 

เมื่อผมเรียนชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนผมแบ่งเป็นสองกะ  ผมอยู่รอบเช้าจะเข้าเรียนตั้งแต่ 0730 และเลิกตอน 1230  ผมเลยมีเวลาว่างไปทำกิจกรรมและเข้าห้องสมุด  ผมเป็นคนทำอะไรเร็ว ตัดสินใจเร็ว ขี้รำคาญและผมจะแวบหายไปที่ตรงนั้นทันที  เลยเป็นที่มาของฉายา ไอ้ผีน้อย   เพื่อนๆมักคิดว่าผมไปซุ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์ แต่ความจริงผมสนใจอะไรที่อยู่นอกตำรามากกว่า  พวกเพื่อนๆที่ไปกวดวิชากันก็จะได้การบ้านกลับมาด้วย เวลาทำไม่ได้ เขามักเอามาถามผม ซึ่งผมตอบไม่ได้ กลายเป็นว่าผมอมภูมิ  จริงๆคือตอบไม่ได้ คิดไม่ออกต่างหาก  ส่วนบ่ายวันศุกร์เป็นวันที่ผมจะไปเรียนรด.  ฝั่งธนบุรีเขตภาษีเจริญจะไปเรียนกันที่โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม  เป็นโรงเรียนที่มีสนามกว้างมาก หญ้าก็ขึ้นสูง  ชุดรด.ของผมเป็นแขนสั้น ผมจะโดนขนหญ้าระคายเอาจนสุดแสนจะคัน

 

เนื่องจากผมเรียนภาคเช้า ตอนบ่ายผมจะว่าง  บางทีนอกจากไปอ่านหนังสือในห้องสมุดแล้ว ผมจะไปอยู่ในห้องปฏิบัติการ   ห้องปฏิบัติการมีอยู่สองห้อง อยู่สุดปีกตึกทั้งหัวและท้าย ในห้องปฏิบัติการเป็นห้องพักครูด้วย  ห้องหนึ่งเป็นห้องอ.ประจวบกาญจน์กับอ.บรรจางค์อยู่ด้วยกัน  อีกห้องหนึ่งเป็นห้องอ.ศรีนวลและอ.บรรเจิด  อ.ประจวบกาญจน์มักใช้ให้ไปซื้อกาแฟเย็น  อาจารย์จะส่งบีกเกอร์ใบใหญ่ให้พร้อมกับสตางค์สองบาท จะได้กาแฟมาเต็มบีกเกอร์เลย  อ.ศรีนวลสอนวิชาเคมีได้น่าสนุกสนานมาก  ส่วนอาจารย์บรรเจิดจบภาควิชาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำเอาผมฉงนฉงายยิ่งว่าทำไมอาจารย์มาสอนประวัติศาสตร์ ในห้องพักอาจารย์มีภาพสีน้ำมันหลายภาพที่อาจารย์วาดเองแขวนประดับอยู่     ผมเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ทั้งสองท่าน ผมจะอยู่จนเย็นค่ำก็ได้ อาจารย์จะสั่งให้ปิดห้องให้ด้วย  หากผมจะมาอ่านหนังสือวันหยุด อาจารย์ก็จะให้กุญแจห้องไว้

 

อาจารย์ประจำชั้นห้อง 4/5 ชื่ออ.วรรณพร สงวนสัตย์ เป็นอาจารย์เพิ่งจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  อาจารย์มักถูกลูกศิษย์ขี้เล่นเย้าแหย่ ตอบว่า "เจ๊า" แทนคำว่า "ครับ"  อาจารย์สอนวิชาชีววิทยา แน่นอนที่เมื่อสอนถึงระบบสืบพันธ์ ผู้สอนก็สอนไปหน้าแดงไปเป็นที่ครื้นเครงของลูกศิษย์ ผมได้พบกับอาจารย์อีกครั้งหนึ่งตอนอาจารย์ลาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนั้นอาจารย์ย้ายมาบรรจุที่โรงเรียนปทุมคงคา  ส่วนอาจารย์ประจำชั้น 5/5 ชื่ออ.วณี บางท่าไม้  เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยผมด้วยทั้งสองปีตอนผมเรียนม.ปลาย

 

ในวันที่ผมเรียนจบต้องจากโรงเรียน ผมรู้สึกใจหายและสับสนกับอนาคตของตัวเอง ผมยังไม่รู้จักตัวเองเลยว่าต้องการอะไร  แต่ผมถนัดวิชาสังคม ภาษา ชีววิทยา เคมี ความร้อน แสง เสียง  มากกว่าพีชคณิต เรขาคณิต และกลศาสตร์  ผมอยากเรียนโบราณคดี แต่ผมเดินมาในเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ไปแล้ว

nual2-copy.jpg
Class 5/5, 1977 AD

มิตรภาพที่ยังคงอยู่ในใจ

 

แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปแล้วหลายสิบปี แต่ผมยังจดจำเรื่องราวหลายๆอย่างได้อย่างดีกับเพื่อนๆที่วัดนวลฯ  เมื่อผมเข้าชั้นม.ศ.2 ผมได้นั่งแถวที่สองคู่กับศักดิ์ชัย  ศักดิ์ชัยเลยเป็นเพื่อนคนแรกที่วัดนวลฯ  วันหยุดใกล้สอบผมมักไปอ่านหนังสือที่บ้านเขา แล้วก็ช่วยติวให้เขาด้วย  บ้านศักดิ์ชัยเลี้ยงหมาตัวเล็กๆ ผมจะเล่นกับหมาของเขาอยู่บ่อยๆ  บ้านของเขาอยุ่ในซอยวัดอัปสรสวรรค์ติดกับบ้านจุฑารัตน์เพื่อนชั้นประถม  เมื่อขึ้นชั้นม.ศ.3 เราก็แยกชั้นเรียนกัน เมื่อจบมัธยมต้นเขาย้ายไปเรียนต่อสายอาชีพทำให้เราไม่มีโอกาสเจอกันอีก   ในชั้น 2/2 นี้ผมได้พบกับประชา แซ่ลิ้มอย่างไม่คาดฝัน  ผมกับประชาเป็นเพื่อนเรียนอนุบาลจนจบชั้นประถมต้นที่พรประสาทวิทยา  เราเรียนด้วยกันเพียงปีเดียวก่อนที่จะแยกย้ายกันไป  ผมเจอกับประชาอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขามีครอบครัวมาซื้อตึกแถวเปิดร้านขายเครื่องเหล็กอยู่ริมทางรถไฟในซอยวัดบางสะแก

 

เมื่อขึ้นชั้นใหม่ผมนั่งแถวที่สองคู่กับป่วยกัง  แถวหน้าเป็นทองดีและณรงค์ชัย  บ้านป่วยกังเป็นบ้านอยู่ริมคลองบางหลวง  เวลาผมไปตลาดวัดกลางผมจะไปซื้อถั่วงอก เต้าหู้ที่ร้านของเขาประจำ  ณรงค์ชัยกับผมมาจากห้อง 2/2 ด้วยกัน  บ้านของณรงค์ชัยอยู่ในซอยวัดคูหาสวรรค์  บ้านของเขาทำสวนพลู  กลิ่นพลูจะติดเสื้อนักเรียนมาด้วยทุกวัน  ผมไปเล่นบ้านเขาบ้างในวันหยุดที่ทำรายงานกลุ่มด้วยกัน  บางทีก็เข้าไปเดินข้ามท้องร่องให้หวาดเสียวเล่น แต่ที่ผมกลัวคือหมาที่เฝ้าสวนอยู่แถวนั้นมากกว่า  เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย ณรงค์ชัยย้ายไปเรียนต่อคณะครุศาสตร์ จุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนทองดีนั้นอยู่ซอยวัดนางชี ผมไม่เคยไปเล่นบ้านเขา  เมื่อจบมัธยมต้นทองดีตั้งเป้าจะไปเรียนเทคนิค-ไทยเยอรมันและผมไม่ได้ข่าวของเขาอีกเลยตั้งแต่จบชั้น 3/1   เราสี่คนสนิทและแอบเล่นกันในห้องเรียนบ่อยๆ  มีอยู่ครั้งหนึ่งณรงค์ชัยเกิดนึกยังไงไม่ทราบ เอากางเกงในที่เขาแวะซื้อระหว่างทางมาโรงเรียนออกมาให้ดู เป็นสีแดงตัวหนึ่งกับน้ำเงินตัวหนึ่ง  นายกังเพื่อนผมก็ขอเอามาดู  พอครูหันหน้าเข้าเขียนกระดาน นายกังตัวแสบก็เอากางเกงในครอบหัวณรงค์ชัยทันที  เท่านั้นแหละความโกลาหลก็เกิดขึ้นมีการเอาคืนกัน สี่คนกับกางเกงในสองตัว  เพื่อนๆเห็นกันทั้งห้อง โชคดีที่วันนั้นครูจับไม่ได้ 

 

เมื่อย้ายมาเรียนชั้นมัธยมปลาย ผมได้ที่นั่งหน้าสุดกับอดิศักดิ์ แซ่เตียวอยู่หนึ่งปี  อดิศักดิ์ย้ายมาจากโรงเรียนที่ท่ามะกา กาญจนบุรีมาพักอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่เรือนพักในโรงเรียน อดิศักดิ์สอบเข้ามาเรียนวิศวะที่มหาลัยเกษตรฯได้ในปีถัดมา  เราถ่ายรูปด้วยกันครั้งสุดท้ายในวันที่ผมรับปริญญาและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน  ผมมานั่งคู่กับสมบูรณ์ ใบสีจวง ในมัธยมปีสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานมากเพราะเรากำลังจะต้องอำลาจากโรงเรียน  เราอารมณ์ดีหัวเราะกันได้ทั้งวัน คุยเก่งทั้งคู่ทั้งในและนอกเวลาเรียน   ไม่ว่าจะคุยเล่นมากแค่ไหน เราสองคนไม่เคยโดนดุ เพราะครูมัวแต่ไปไล่เบี้ยเด็กเกเรหลังห้อง  อาจารย์บางท่านไม่มีจิตวิทยาในการสอนเด็กทำให้เด็กเบื่อและคุยกัน  ครูก็จะสอนแต่เด็กที่นั่งสองสามแถวแรกก็มี   ไม่มีอิริยาบถของครูท่านไหนเลยที่ลอดพ้นสายตาซุกซนของผมกับสมบูรณ์ไปได้   บ้านสมบูรณ์อยู่แถวท่าพระ เป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างและสุขภัณฑ์ สมบูรณ์จบโรงเรียนการปศุสัตว์ ปัจจุบันเขาไปตั้งรกรากที่ชุมพร  เมื่อผมจบปริญญาโท ผมยังได้โทรศัพท์คุยกับเขาบ้างเป็นระยะ   หากผมมีโอกาส ลงไปชุมพร ผมต้องหาโอกาสไปเจอกับเขาแน่นอน 

 

หากผมจะไม่พูดถึงวิสุทธิ์เลย ผมจะรู้สึกว่าชีวิตผมขาดอะไรไปอย่าง  ผมรู้จักกับวิสุทธิ์ตอนเรียนชั้นม.ศ.3 และเริ่มสนิทสนมกันเมื่อแบ่งกลุ่มทำรายงาน  บ้านของวิสุทธิ์อยู่ในซอยวัดนางชี  พี่น้อง6 คนเป็นผู้ชายล้วน  ผมกับวิสุทธิ์เริ่มสนิทสนมกันเพราะเขานับถือคริสต์เหมือนกัน  ต่อมาวิสุทธิ์ก็เลยย้ายไปนมัสการที่โบสถ์เดียวกับผม  เลยเป็นเหมือนคู่หูผูกติดกันตลอด  แม้ว่าเราจะแยกห้องกันตอนมัธยมปลาย แต่ผมกับวิสุทธิ์ก็ยังเดินข้ามห้องกันอยู่เสมอ  อ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยกัน  ห้องทีผมเรียนกับห้องที่วิสุทธิ์เรียนเป็นครูคนละท่านสอน วิธีนี้เป็นวิธีถามข้อสอบกันและกันได้วิธีหนึ่ง  ผมกับวิสุทธิ์ก็ยังคบกันต่อมายืนยงเป็นสิบปี  วิสุทธิ์จบบัญชีที่รามคำแหง ผมเพิ่งจะมาห่างกันก็ตอนที่เขาประสพปัญหาพิษเศรษฐกิจและต้องย้ายไปอยู่ทางใต้   เพื่อนอีกหลายคนที่เรียนกันมาสามปี เช่น ประหยัด เลิศศักดิ์ ทวีพงศ์ สุรพงษ์ โกวิท สุรินทร์ ฉัตรชัย มีชัย สุมน ปราโมทย์ สมนึก เพื่อนกลุ่มนี้ครึ่งหนึ่งเดินกลับบ้านด้วยกันประจำ  ส่วนใหญ่จะอยู่ในซอยโรงเจบ้าง ซอยวัดใหม่บ้าง  ยกเว้นเลิศศักดิ์ที่บ้านเป็นโรงกลึงอยู่แถวซอยวัดจันทร์ประดิษฐาราม  เพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันสี่ปีเต็มจนคร้านจะเห็นหน้าคือโต๊ะเคี้ยง  ที่บ้านเขาทำธุรกิจที่โบ๊เบ๊   ส่วนพวกเรียนด้วยกันสองปีในมัธยมปลาย เช่น สุวิชาญ สเปญ  สุทรรศน์ วารินทร์ วีระพงษ์ อดิศร ต่างมีวีรกรรมให้ผมได้จดจำคนละอย่างสองอย่าง  เพื่อนทีเรียนด้วยกันเพียงปีเดียวอย่างชาญชัย พัลลภ เหรียญทอง อนุชาติ ก็ยังทำให้ผมยิ้มได้ถึงพฤติกรรมซ่อนหากับอาจารย์ ความตลกโปกฮาเรื่องเพศศึกษาที่เป็นของแปลกใหม่ของเด็กที่ยังไม่ได้ใช้คำนำหน้าว่านาย  ปัญหาของวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่ปวดขมับกลับเป็นเรื่องเฮฮาของเรา   เพื่อนบางคนไม่เคยเรียนด้วยกันเลย แต่กาลเวลาก็นำเรามารู้จักกันเพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนบ้าง ชื่อที่สะกดด้วยอักษรกลุ่มเดียวกันพาให้เรามาใกล้กันเมื่อเราขานชื่อรักษาดินแดนอย่างจตุพร เจริญ เป็นต้น  วันไหนที่รด.เลิกเร็วกว่าปกติ พวกเราจะชักชวนกันไปบางแค ไปบริษัทนันยางเพื่อซื้อรองเท้าราคาโรงงาน  รองเท้าพวกนี้เป็นรองเท้าคุณภาพดีแต่ตกสเปคบางอย่าง พวกเราก็จะซื้อกันมาคนละคู่  นั่นหมายความว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีคนใส่รองเท้าคู่ใหม่พร้อมๆกันหลายคน 

 

เมื่อจบชั้นมัธยม เลิศศักดิ์และสุรพงษ์ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์จนจบปริญญาโทที่นั่น  ทวีพงศ์ไปเรียนรัฐศาสตร์ที่รามคำแหง เมื่อเขาเอนทรานซ์เข้ามาที่คณะวิทยาศาสตร์เกษตรในปีต่อมา เลยได้เจอกันอีก  แต่เบอะ (สมญาที่เพื่อนเรียกตามเสียงพูด) เรียนอยู่เพียงเทอมเดียวก็เลิก เขากลับไปเรียนต่อที่รามฯจนจบปริญญาตรีในสามปีด้วยเกรด G เกือบทุกวิชา  เป็นเพื่อนคนแรกที่จบในรุ่น  ส่วนประหยัดแยกไปเรียนวิศวกรรมชลประทาน สุวิชาญเรียนวิศวะไฟฟ้าที่เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อจบแล้วมาอยู่การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย  ไม่เจอกันไม่นานก็ทราบว่าเพื่อนก็ได้ MBA นิด้ามาอีกใบหนึ่ง  ผมไม่เคยเจอเพื่อนกลุ่มนี้อีกเลย นอกจากทราบข่าวของเขาผ่านสุวิชาญ ผมกับสุวิชาญยังพบกันบ้างเพราะบ้านเขาอยู่ตรอกโรงเจไม่ไกลจากบ้านผมนัก  เมื่อผมย้ายบ้านมาแล้วเราก็ไม่ได้พบกันอีก  ผมยังจดจำเพื่อนเก่าๆได้ แม้ว่าผมจะจำเรื่องราวต่างๆได้ไม่ครบถ้วน แต่ผมยังจำบุคลิกเฉพาะตัวของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี และผมมีความประทับใจกับทุกคนในแง่มุมที่แตกต่างกัน

nual5.jpg
I, Somboon, Kowit and Wichien (front)

nual3copy.jpg
Class 5/5, most were my 3/1 classmate.

Enter supporting content here